Skip to content

สัมภาษณ์พิเศษ ลูกชาย ‘ออง ซาน ซูจี’ เผย “เท่าที่ผมรู้ แม่อาจเสียชีวิตไปแล้วก็ได้”

15 ธ.ค. 2568 | 17:41น.
สัมภาษณ์พิเศษ ลูกชาย ‘ออง ซาน ซูจี’ เผย “เท่าที่ผมรู้ แม่อาจเสียชีวิตไปแล้วก็ได้”

สัมภาษณ์พิเศษ : ก่อนเลือกตั้งเมียนมาที่จะมาถึงในปลายธันวาคมนี้ คิม อาริส ลูกชายคนสุดท้องของออง ซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมาที่ถูกกองทัพรัฐประหารในปี 2021 เปิดเผยว่า แม่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายอย่าง แต่แทบไม่มีข้อมูลรั่วไหลออกมาจากห้องขังเรือนจำของรัฐบาลทหารใด ๆ เขากล่าวว่า “เท่าที่ผมรู้ แม่อาจจะตายไปแล้วก็ได้”

คิม อาริส ให้สัมภาษณ์สกูปพิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ที่โตเกียวว่า เขาไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากแม่วัย 80 ปี มานานแล้ว และข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่ได้รับเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่ ล้วนเป็นข่าวที่เล่าแบบอ้อม ๆ จากสารที่ส่งมาไม่สม่ำเสมอ ตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021

เขาเล่าว่า ออง ซาน ซูจี มีปัญหาสุขภาพหลายด้าน ทั้งโรคหัวใจ ปัญหาเกี่ยวกับกระดูก และโรคเหงือก ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครล่วงรู้ หรือยืนยันสภาพที่แท้จริงของเธอได้ เนื่องจากไม่มีผู้ใครได้พบเธอมาเป็นเวลานานแล้ว

“แม่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ไม่มีใครเห็นแม่มาสองปีกว่าแล้ว เขาไม่อนุญาตให้แม่ติดต่อทีมทนายความของตัวเองด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นครอบครัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

“ดังนั้นเท่าที่ผมรู้ แม่อาจจะตายไปแล้วก็ได้” คิม อาริส กล่าว

ลูกชายคนสุดท้องของออง ซาน ซูจี ปฏิเสธความชอบธรรมการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมามีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ หลายประเทศมองว่าเป็นเพียง “การเลือกตั้งปลอม” มีเป้าหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของกองทัพ แต่กระนั้น คิม อาริส ก็ยอมรับว่า กระบวนการดังกล่าวอาจกลายเป็นโอกาสเล็ก ๆ ที่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ของออง ซาน ซูจี ได้

คิม อาริส เชื่อว่า ผู้นำรัฐบาลทหาร พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย มีวาระของตนเอง และวาระนั้นมักเกี่ยวโยงกับออง ซาน ซูจี เพราะหากผู้นำกองทัพต้องการใช้เธอเป็นเครื่องมือเพื่อเอาใจประชาชน ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง การเล่นแง่ใช้นักโทษหญิงออง ซาน ซูจี มาเป็นเครื่องมือ เพื่ออ้างปล่อยตัว หรือเปลี่ยนไปควบคุมตัวในรูปแบบกักบริเวณ อย่างน้อย ๆ ก็ยังถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

ในประเด็นนี้ กองทัพเมียนมาก็มีประวัติการปล่อยตัวนักโทษเนื่องในโอกาสวันหยุดหรือเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มาก่อน

โนเบลไร้สันติภาพ

ออง ซาน ซูจี

ออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เคยได้รับการปล่อยตัวในปี 2010 เพียงไม่กี่วันหลังการเลือกตั้ง เป็นช่วงยุติการคุมขังยาวนานก่อนหน้านั้น เพราะส่วนใหญ่เธอถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านพักสไตล์โคโลเนียลของครอบครัวที่ริมทะเลสาบอินยาในนครย่างกุ้ง

หลังจากนั้น เธอกลายเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา หลังการเลือกตั้งปี 2015 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่เปิดกว้างครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี แต่ไม่ทันไรภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติของเธอก็เสื่อมถอยลง จากประเด็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่

เมียนมาตกอยู่ในความโกลาหลนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 จุดชนวนให้เกิดการต่อต้านด้วยอาวุธและการสู้รบที่ลุกลามไปทั่วประเทศ ส่งผลให้กลุ่มต่อต้านสามารถยึดพื้นที่จำนวนมากจากกองทัพได้

ปัจจุบัน ออง ซาน ซูจี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 27 ปี จากข้อหาหลายประการ ทั้งยุยงปลุกปั่น ทุจริตฉ้อโกง และทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งเธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

คิม อาริส เล่าว่า แม่ถูกคุมตัวอยู่ในกรุงเนย์ปิดอว์ และในจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาได้รับเมื่อ 2 ปีก่อน ออง ซาน ซูจี ได้ร้องเรียนถึงสภาพอุณหภูมิยากจะรับมือในห้องขัง ทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว

เลือกตั้งเมียนมา 2025

ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก คิม อาริส แสดงความกังวลว่า ประชาคมโลกกำลังหลงลืมสถานการณ์ในเมียนมา เขาพยายามใช้จังหวะของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร เพื่อผลักดันให้รัฐบาลต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหาร และเรียกร้องให้ปล่อยตัวออง ซาน ซูจี

“การเลือกตั้งที่กองทัพพยายามจัดขึ้นนั้น ไร้ความเป็นธรรมอย่างสิ้นเชิง ห่างไกลคำว่าเสรีจนตลก น่าเศร้าใจ ที่ผมต้องใช้ หน้าต่างแห่งโอกาสเล็ก ๆ นี้ ดึงความสนใจจากนานาชาติกลับมาที่เมียนมาอีกครั้ง” คิม อาริส กล่าว

เขายืนยัน แม่ของตน “ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น” กับสิ่งที่สหประชาชาติระบุว่าเป็นการรณรงค์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยกองทัพเมียนมาต่อชาวโรฮิงญาในช่วงปี 2016-2017 ทั้งชี้ว่า ในช่วงที่เธอเป็นผู้นำโดยพฤตินัย รัฐธรรมนูญของประเทศจำกัดอำนาจของเธอเหนือกองทัพอย่างมาก

แม้เธอจะยอมรับต่อศาลระหว่างประเทศในกรุงเฮกเมื่อปี 2020 ว่า อาจมีอาชญากรรมสงครามเกิดขึ้น แต่เธอก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ระหว่างการเดินทางมาเยือนญี่ปุ่น เขาได้พบกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นหลายท่าน เพื่อเรียกร้องให้ญี่ปุ่นแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อรัฐบาลทหารเมียนมา และไม่ยอมรับความชอบธรรมของการเลือกตั้งดังกล่าว

เมื่อถูกถามว่า แม่ของเขาจะคิดอย่างไรกับความพยายามเหล่านี้ คิม อาริส ตอบว่า “ผมเชื่อว่าแม่คงรู้สึกเสียใจอยู่ ที่ผมจำเป็นต้องออกหน้า เพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ เพราะตลอดมาแม่ไม่ต้องการให้ผมเข้าไปพัวพันกับการเมือง แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ผมไม่มีทางเลือกอื่น”

“ผมเป็นลูกชายของเธอ และถ้าผมไม่ทำ ใครจะทำแทนได้” คิม อาริส กล่าว