Skip to content

ปม ‘ทรัมป์’ ขู่ยึดกรีนแลนด์ ผลักพันธมิตร ‘ใกล้ชิดจีน’ มากขึ้น

24 ม.ค. 2569 | 11:05น.
ปม ‘ทรัมป์’ ขู่ยึดกรีนแลนด์ ผลักพันธมิตร ‘ใกล้ชิดจีน’ มากขึ้น
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ขยันสร้างเรื่องใหม่มา “ป่วนโลก” ได้ตลอด สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปีที่แล้ว 2025 ว่าหนักแล้ว จากการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากทุกประเทศในอัตราสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและการค้าทั่วโลก มาปีนี้ 2026 นึกว่าจะสงบลง หรือเบาลงจากปีที่แล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะปีนี้มาในแนว “รุกราน ยึดครอง” ประเทศอื่นด้วยกำลัง ประเดิมด้วยการส่งทหารเข้าไปบุกจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงในประเทศ พร้อมเข้าครอบครองทรัพยากรน้ำมันของประเทศนี้

แต่ประเด็นที่ก่อให้เกิดความ “ร้าวฉาน” รอบใหม่กับยุโรป ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรการค้าและนาโต้ ก็คือเรื่องที่ทรัมป์ประกาศจะเข้ายึดครองเกาะ “กรีนแลนด์” ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด แต่ถูกชาติยุโรปคัดค้าน

ส่วนเดนมาร์กเตือนว่า หากทรัมป์ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจนี้ มันจะหมายถึง “จุดจบ” ของนาโต้ ทำให้ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศที่ออกมาคัดค้าน 10% มีผลภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จากนั้นวันที่ 1 มิถุนายน จะเก็บเพิ่มอีก 25% และเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนกว่าประเทศเหล่านี้จะอนุญาตให้ทรัมป์และสหรัฐซื้อเกาะกรีนแลนด์ได้ พร้อมกันนั้น ทรัมป์ไม่ปฏิเสธทางเลือกที่จะใช้กำลังทางทหารเข้ายึดครอง

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า แรงกดดันจากทรัมป์อย่างไม่หยุดหย่อน ล่าสุดก็คือประเด็นกรีนแลนด์ ส่งผลให้บรรดาชาติพันธมิตรสหรัฐ เห็นความจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหันเข็มทิศไปทาง “จีน” ในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสอง รองจากสหรัฐอเมริกา และมีตลาดขนาดใหญ่

ขณะเดียวกันก็เป็น “โอกาส” ให้จีนโปรโมตตัวเองว่า เป็น “ทางเลือก” ที่น่าเชื่อถือ พึ่งพาและคาดเดาได้มากกว่า อันเป็นการพยายามฉายให้เห็นภาพที่ตรงข้ามกับสหรัฐ ซึ่งหนึ่งในเวทีสำคัญที่จะทำให้จีนได้เน้นย้ำจุดเด่นนี้ของตัวเองก็คือ การประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม” ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นทุกปี

แม้พันธมิตรสหรัฐจะรู้อยู่เต็มอกว่า ถึงแม้จีนจะประกาศตัวว่ารักสันติภาพ ไม่รุกรานใคร แสวงหาความร่วมมือและความสงบ มากกว่าการเผชิญหน้าและแตกแยก แต่คำกล่าวอ้างเหล่านี้บางครั้งไม่ต่างจากการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะบางเรื่องจีนก็กระทำการย้อนแย้ง แต่ในครั้งนี้ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอก ชาติต่าง ๆ ก็เริ่มสนใจจะหันมาฟังสุนทรพจน์ของจีนบนเวทีที่ดาวอสมากขึ้น สาเหตุก็มาจากพฤติกรรมของทรัมป์ที่ชักจะล้ำเส้นมากขึ้น

เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ขึ้นกล่าวบนเวทีนี้ ได้ยืนยันว่า จีนมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการค้าโลกแบบพหุภาคีและเสรี เรายึดถือฉันทามติและความสามัคคี ให้ความร่วมมือมากกว่าการแบ่งแยกและเผชิญหน้า เสนอแนวทางแบบจีนเพื่อแก้ปัญหาของโลกที่เราเผชิญร่วมกัน

แน่นอนว่านี่คือกลยุทธ์ของจีน ในการนำเสนอต่อประชาคมโลกว่า จีนเป็นประเทศที่สงบ มีเหตุผลและพึ่งพาได้ ตรงข้ามกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐยุคทรัมป์ ที่ทำให้ตกตะลึงอยู่บ่อย ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ได้เรียกร้องมาตลอดให้มีการจัดระเบียบโลกใหม่ เพราะปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีอำนาจเหนือโลกแต่เพียงผู้เดียวอย่างไม่ยุติธรรม

พฤติกรรมของทรัมป์ ที่พยายามจะยึดครองกรีนแลนด์ จนทำให้ชาติยุโรปและพันธมิตรอื่น ๆ สุดจะทน ว่าไปแล้วมันคือการทำให้สหรัฐสูญเสียพันธมิตรและความน่าเชื่อถือไปเอง โดยที่จีนไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องใช้ความพยายามวิ่งหาความสมดุลของอำนาจโลก

ตัวอย่างที่เห็นชัดเกิดขึ้นแล้ว เช่น แคนาดา ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐ แต่กลับถูกทรัมป์ประกาศจะผนวกเอาแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ พร้อมกับกลั่นแกล้งบีบบังคับด้วยการเก็บภาษีจากแคนาดาอย่างโหด ทำให้แคนาดาภายใต้ “มาร์ค คาร์นี” นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องเพิ่มทางเลือก ด้วยการหันไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน

โดยสัปดาห์ก่อน เขาได้เดินทางไปปักกิ่ง ประกาศเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์กับจีน ด้วยการผ่อนคลายภาษีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับจีน ซึ่งสวนทางกับนโยบายของทรัมป์

พร้อมกันนั้น นายกฯแคนาดายังกล่าวด้วยว่า ความร่วมมือกับจีนจะเป็นการเตรียมตัวที่ดีสำหรับ “ระเบียบโลกใหม่” ซึ่งคำกล่าวนี้สอดคล้องกับจีนที่มองว่า การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกกำลังจะมาถึง อันปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือสารที่ต้องการส่งไปถึงสหรัฐ

ต่อมาบนเวทีการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ผู้นำแคนาดาได้ตอกย้ำอีกครั้ง เรียกร้องให้ประเทศขนาดเล็กและกลาง ต้องผนึกกำลังกันสร้างพันธมิตรใหม่ เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูก “มหาอำนาจ” กดขี่ ปัจจุบันโลกไม่ได้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่อยู่ในช่วง “แตกเป็นเสี่ยง” ระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “กฎกติกา” กลายเป็นแค่ “นิยาย”

เมื่อประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดชอบยกเว้นกฎกติกาให้ตัวเองเมื่อสะดวก กฎการค้าโลกถูกบังคับใช้อย่างไม่สมมาตร ซึ่งถึงแม้คาร์นี ไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดออกมา แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “พาดพิง” ถึงสหรัฐอเมริกา

พันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐอื่น ๆ ก็ได้ส่งสัญญาณว่า มีความสนใจจะขยับเข้าใกล้จีนมากขึ้น หรือไม่ก็ซ่อมแซมความสัมพันธ์กับจีน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสหรัฐ เช่น ในกรณีของอังกฤษ นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้กระชับสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น ด้วยการอนุมัติให้ก่อสร้างสถานทูตจีนแห่งใหม่ “ขนาดใหญ่ยักษ์” ในลอนดอน ซึ่งเป็นโครงการที่ถกเถียงโต้แย้งกันมานาน เพราะเกรงว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของอังกฤษ กลัวว่าจีนจะใช้เป็นฐานจารกรรมข้อมูล

แน่นอนว่าการหันไปใกล้ชิดกับจีน ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจของชาติที่เป็นพันธมิตรสหรัฐ แต่ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะถูกบีบบังคับจากทรัมป์ ทั้งการข่มขู่นาโต้และตั้งกำแพงภาษีกีดกันการค้า เมื่อสายสัมพันธ์เดิมถูกทำลายลง ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่

ส่วนจีนเองนั้น ได้ประโยชน์ทั้งในแง่ที่สามารถ “ตอกลิ่ม” สหรัฐและยุโรป และเดินหน้ากดดันเรื่องดินแดนที่จีนกล่าวอ้างว่าเป็นของตน พร้อมกับที่สามารถรักษาตำแหน่งทางเศรษฐกิจในระดับโลกเอาไว้ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรีนแลนด์ โดนัลด์ ทรัมป์