สัมภาษณ์พิเศษ ผู้สัมภาษณ์: ณัฐณิชา วาณิชย์วิรุฬห์
จากกรณีที่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดของเวียดนาม ตอบรับคำเชิญจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เข้าร่วมเป็นรัฐสมาชิกผู้ก่อตั้งใน ‘คณะกรรมการสันติภาพ’ (Board of Peace) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา โดยยืนยันความพร้อมในการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐและประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และส่งเสริมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ อาจารย์สาขาวิชาเอเชียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ธนนันท์ บุ่นวรรณา อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สองผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่เวียดนามตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์
ทำไมเวียดนามจึงตัดสินใจเข้าร่วม ขณะที่หลาย ๆ ประเทศยังสงวนท่าที
ผศ.ดร.มรกตวงศ์ มองการตัดสินใจเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพของเวียดนาม เป็นการเดินตามกรอบนโยบายต่างประเทศเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าจะเป็นการเลือกข้างทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยหากพิจารณายุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายและการวางตำแหน่งในเวทีระหว่างประเทศ จะเห็นว่าทศวรรษที่ผ่านมาเวียดนามมักใช้นโยบายต่างประเทศเชิงรุก โดยเฉพาะในประเด็นสันติภาพ ความมั่นคง และการทูตพหุภาคี
“การตัดสินใจเข้าร่วมบอร์ด จึงสอดคล้องกับภาพลักษณ์การเป็นหุ้นส่วนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบในการระหว่างประเทศ และต้องการเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ” ผศ.ดร.มรกตวงศ์กล่าว
สรุปว่า ในช่วงที่หลายประเทศยังลังเล เวียดนามกลับมองเห็นโอกาสเพื่อเสริมบทบาทในเวทีโลก เพิ่มทุนทางการทูต และสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่สนับสนุนสันติภาพและพหุภาคีนิยม อีกทั้งไม่ตกกระแสโลก
รศ.ดร.ธนนันท์ อธิบายในบริบทประวัติศาสตร์ว่า ที่ผ่านมาเวียดนามเสียเวลากับการทำสงครามมามาก การขยายความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ จะทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพได้ ท่ามกลางบริบทโลกผันผวน คาดเดายาก ตลอดจนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายที่รวดเร็วของมหาอำนาจ การเป็นมิตรกับทุกประเทศ จะทำให้เวียดนามได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
เวียดนามใช้การทูตเชิงรุกกับทุกประเทศ ทั้งประเทศมหาอำนาจ ประเทศที่มีอำนาจขนาดกลาง ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เวียดนามประกาศต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพราจะนำมาซึ่งการได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
“ที่สำคัญ หากเราศึกษาการต่างประเทศเวียดนามหรือในอดีตที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่า เวียดนามตอกย้ำตัวเองว่าตนเอง เข้าใจและเห็นคุณค่าของคำว่า ‘สันติภาพ’ มากกว่าใคร” รศ.ดร.ธนนันท์กล่าว
นอกจากนี้ อาจารย์ธรรมศาสตร์ระบุว่า หากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบ หลายประเทศยังสงวนท่าทีเนื่องจากความไม่ชัดเจนของบทบาท หน้าที่ และทิศทางของบอร์ดสันติภาพ รวมถึงความกังวลว่า จะถูกมองว่าเข้าไปพัวพันกับการแข่งขันเชิงอำนาจของมหาอำนาจ
อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีประสบการณ์ยาวนานในการเข้าร่วมโดยไม่ผูกมัด คือเข้าร่วมเวทีใหม่ ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ทางการทูต แต่ยังคงรักษาความยืดหยุ่นในการตีความบทบาทของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่เลือกหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการไม่เข้าร่วมตั้งแต่ต้น
สิ่งนี้สอดคล้องกับการวางตำแหน่งและบทบาทของเวียดนามในความพยายามก้าวขึ้นมามีบทบาทที่โดดเด่นขึ้นในระดับภูมิภาคและเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นการพยายามใช้โอกาสแสดงบทบาทบนเวทีโลก เช่น การเป็นเจ้าภาพในการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐ ในปี 2019 รวมไปถึงการสปอตไลท์ตัวเองต่อการต้อนรับการมาเยือนของผู้นำประเทศมหาอำนาจในโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง
การทูตไผ่ลู่ลม : ไผ่เวียดนาม VS ไผ่ไทย ต่างกันอย่างไร
รศ.ดร.ธนนันท์ อ้างอิงถึง ‘การทูตไผ่ลู่ลม’ (Bamboo Diplomacy) นโยบายการทูตเชิงรุก เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเวียดนาม ซึ่งประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2013 สมัยของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เหงวียน ฟู้จ่อง (Nguyen Phu Trong) นโยบายดังกล่าว เน้นความเป็นอิสระพึ่งพาตนเอง มีความยืดหยุ่น ตลอดจนเน้นขยายความสัมพันธ์
ซึ่งการขยายความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ จะทำให้เวียดนามรักษาเสถียรภาพได้ ท่ามกลางบริบทโลกผันผวน คาดเดายาก ตลอดจนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายที่รวดเร็วของมหาอำนาจ นอกจากนี้แล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่โลกขัดแย้งอย่างมาก เวียดนามจึงต้องการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจกับทุกประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่เน้นย้ำว่า เป็นประเทศที่เข้าใจคำว่าสันติภาพมากกว่าใคร และมักตอกย้ำวาทกรรมต่อสู้เพื่อสันติภาพตลอดมาจนปัจจุบัน
ผศ.ดร.มรกตวงศ์ อธิบายเสริมว่า การทูตไผ่ลู่ลมของเวียดนาม มีลักษณะแตกต่างจาก ‘นโยบายไผ่ลู่ลม’ ของไทยที่เน้นชะลอดูท่าที เพื่อถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจโลก แต่กรณีเวียดนามเห็นได้ชัดว่า เมื่อเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการค้า เช่น ภาษีต่างตอบโต้ของสหรัฐ เวียดนามจะเร่งเจรจา เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ
“เราอาจพอได้ยินกับการทูตไผ่ลู่ลม หรือที่ภาษาเวียดนามเรียกว่า ‘Ngoại giao cây tre’ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับนโยบายไผ่ลู่ลมของไทยที่เน้นถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจโลก ซึ่งไทยไม่ได้กระตือรือร้นเข้าร่วมกิจกรรมของมหาอำนาจอย่างชัดเจนแบบเวียดนาม” ผศ.ดร.มรกตวงศ์กล่าว
อาจารย์ธรรมศาสตร์ ฉายภาพให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ‘ไผ่ไทย’ และ ’ไผ่เวียดนาม’ โดยไทยซึ่งเรียกว่า ‘นโยบายไผ่ลู่ลม’ จะมีลักษณะลู่ไปตามลม เน้นชะลอดูท่าทีของนานาชาติและโน้มไปตามท่าทีเหล่านั้น ขณะที่ไผ่ของเวียดนาม ‘การทูตไผ่ลู่ลม’ จะแล่นไปตามแรงลม มีลักษณะรวดเร็วและจู่โจม มุ่งตะครุบนโยบายระหว่างประเทศ เพื่อโอกาสในเวทีระหว่างประเทศ
“การเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพ ส่วนหนึ่งคือการทูตเพื่อทำให้สหรัฐพอใจ โดยรัฐบาลอาจประเมินว่า การเข้าร่วมเวทีลักษณะนี้มีต้นทุนทางการเมืองต่ำ เมื่อเทียบกับผลประโยชน์เชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้รับ” ผศ.ดร.มรกตวงศ์ระบุ
เวียดนามเห็นผลประโยชน์อะไรในบอร์ดสันติภาพ
หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง การเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพเป็นการสะสมผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ โดย ผศ.ดร.มรกตวงศ์ แบ่งผลประโยชน์ที่เวียดนามอาจได้รับออกเป็นหลากมิติ ดังนี้
- มิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ
เวียดนามอาจใช้โอกาสนี้เป็นทุนทางการทูต จากการแสดงบทบาทเชิงบวก ในประเด็นที่สหรัฐให้ความสำคัญ การเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพช่วยตอกย้ำสถานะของเวียดนามในสายตารัฐบาลทรัมป์ว่า เป็นประเทศคู่เจรจาที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถทำงานร่วมกันในระดับโลกได้ โดยสิ่งสำคัญอยู่ที่ ‘การยกระดับความไว้วางใจทางการเมือง’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความร่วมมือด้านอื่น ๆ ในระยะยาว
- มิติความมั่นคง
เวียดนามอาจได้ประโยชน์จากการขยายความร่วมมือเชิงนโยบายกับสหรัฐ ทั้งในประเด็นการป้องกันความขัดแย้ง และการจัดการวิกฤตระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมอำนาจต่อรองในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความเข้มข้นขึ้นในปัจจุบัน
- มิติเชิงเศรษฐกิจและการค้า / ภาษีต่างตอบโต้
การร่วมเข้าบอร์ดอาจเอื้อให้เวียดนามได้รับประโยชน์ทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการลดแรงกดดันด้านมาตรการกีดกันทางการค้า รวมไปถึงการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากนักลงทุนสหรัฐ ซึ่งเวียดนามต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน
หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว รวมทั้งการยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบครอบคลุม (Comprehensive Strategic Partnership) กับสหรัฐ ทำให้เห็นว่า เวียดนามวางตำแหน่งประเทศ ให้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทุกมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก แหล่งเทคโนโลยี และผู้กำหนดทิศทางระเบียบโลก
ผลกระทบต่อจีนและข้อพิพาททะเลจีนใต้
ผศ.ดร.มรกตวงศ์ กล่าวว่า ท่าทีของเวียดนามต่อบอร์ดสันติภาพ เป็นการปรับสมดุลอำนาจมากกว่าจะเป็นการเผชิญหน้าหรือเลือกขั้ว โดยจีนเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญสูงทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ อีกทั้งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐจนกระทบต่อความสัมพันธ์กับจีนอย่างรุนแรง
“เวียดนามใช้ความสัมพันธ์กับสหรัฐในลักษณะของกลไกการถ่วงดุลกับจีน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ซึ่งการมีตัวเลือกมากขึ้นจะช่วยลดการพึ่งพาจีนมากเกินไป โดยไม่จำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์” ผศ.ดร.มรกตวงศ์ระบุ
อย่างไรก็ตาม การมีปฏิสัมพันธ์กับสหรัฐที่ถี่และใกล้ชิดยิ่งขึ้น ย่อมเพิ่มระดับความระแวงของจีนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เชื่อมโยงกับทะเลจีนใต้ โดยแม้การเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้โดยตรง แต่ในทางอ้อมการที่เวียดนามแสดงความเป็นมิตรที่กระตือรือร้นต่อท่าทีของสหรัฐมากขึ้น ย่อมทำให้สมดุลอำนาจในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
สหรัฐอาจมองเวียดนามเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทมากกว่าเดิมในภูมิภาค ขณะที่จีนอาจจับตาพฤติกรรมของเวียดนามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น แม้เวียดนามจะย้ำจุดยืนไม่เลือกข้างก็ตาม บริบทเช่นนี้อาจทำให้บรรยากาศเชิงยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้มีความอ่อนไหวเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นเปลี่ยนสมการความขัดแย้งในทันทีทันใด
ตราบเท่าที่เวียดนามยังสามารถแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์กับสหรัฐเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนระดับผู้นำกับประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เวียดนามสามารถคงการทูตแบบไผ่ลู่ลมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียนและไทย
อาจารย์ธรรมศาสตร์ระบุว่า การตัดสินใจเข้าร่วมบอร์ด มีนัยทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่ควรจับตาในระยะกลางและระยะยาว โดยการตัดสินใจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการเลือกแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีนอกภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการจะเป็นมหาอำนาจระดับกลาง การบูรณาการทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งแสดงบทบาทและอิทธิพลระดับภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ประเทศไทย ไม่ใช่ผลกระทบโดยตรง แต่อาจได้รับผลกระทบในเชิงการเปรียบเทียบ ซึ่งเวียดนามเน้นย้ำภาพลักษณ์การเป็นประเทศอาเซียนที่มีบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ไทยเน้นการประคับประคองสมดุลและชะลอท่าทีก่อนที่จะตัดสินใจ ดังนั้นแล้ว การที่ไทยจะตอบรับหรือปฏิเสธบอร์ดสันติภาพของทรัมป์ ควรตั้งอยู่บนการประเมินเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ว่าจะช่วยเสริมตำแหน่งของไทยในระบบระหว่างประเทศอย่างไร
การเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพของเวียดนามไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงต่อไทยหรืออาเซียนในระยะสั้น แต่ไทยเองอาจต้องประเมินเชิงยุทธศาสตร์ว่า จะวางตำแหน่งหรือบทบาทของประเทศอย่างไร ท่ามกลางการที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเริ่มก้าวออกไปเล่นบทบาทระดับโลกมากขึ้น
ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ มุ่งต่อต้านจีน หรือไม่
รศ.ดร.ธนนันท์ กล่าวว่า เวียดนามตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายในปี 2045 ทำให้ต้องเน้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เห็นได้จากการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ซึ่งลดคนลงและการนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการทำงาน ดังนั้นหากมีประเทศใดที่จะสามารถช่วยได้ เวียดนามก็จะไม่ปฏิเสธ เป็นไปตามคำกล่าวของ โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม ว่า ผลประโยชน์ เวียดนามได้ผลประโยชน์ ประชาชนได้ผลประโยชน์
อาจารย์ธนนันท์ ยกคำกล่าวของ ฝั่ม หมิงจิ้ง (Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งกล่าวว่า ไม่มีใครอยู่กับอดีต แต่ก็ไม่ลืมอดีต สงครามทำให้เวียดนามถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ 30 ปี ตั้งแต่ปี 1964-1994 และ ปัจจุบันคือผลจากสงคราม ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากนานาประเทศ เวียดนามอาจล้มไปแล้ว
สหรัฐและเวียดนามมีช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี นายกรัฐมนตรีเวียดนามเปรียบเทียบเวียดนามและสหรัฐกับการทำอาหารที่มีครบทุกรสชาติ ไม่ว่าอาหารนั้นจะรสยังไง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เวียดนามจะทานอาหารประเภทนั้น ซึ่งสะท้อนว่า จะอย่างไรก็ตามเวียดนามก็ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐ
“กลับมาที่ผลประโยชน์ สหรัฐสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2045 ได้ รวมถึงตอบโจทย์การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงภายนอกของเวียดนามในทางภูมิรัฐศาสตร์” รศ.ดร.ธนนันท์กล่าว
อาจารย์มรกตวงศ์ ระบุว่า เวียดนามเพียงต้องการเล่นการทูตหลายฝ่าย โดยการพัฒนาความสัมพันธ์กับสหรัฐของเวียดนามโดยเฉพาะในมิติการเมืองและการทูต ไม่ได้มีลักษณะเป็นพันธมิตรทางทหารหรือความร่วมมือด้านความมั่นคงแบบผูกมัด เวียดนามยังคงย้ำหลักการที่ไม่อนุญาตให้ประเทศใดตั้งฐานทัพ
เวียดนามไม่ได้มุ่งใช้สหรัฐเพื่อต่อต้านจีน แต่ใช้ความสัมพันธ์กับสหรัฐเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองในการเจรจากับจีน ทั้งในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และข้อพิพาททางทะเล การมีตัวเลือกเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นช่วยลดการพึ่งพิงจีนมากเกินไป โดยไม่จำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์กับจีน