เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (21 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (21 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
Biz Movement เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
“พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
Politics “พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
Finance กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
Politics ”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
News ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
Economic กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
World สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
Business เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
Economic จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
ดูทั้งหมด

บลูมเบิร์กชี้ ‘เวียดนาม’ มหาอำนาจที่กำลังผงาดแห่งเอเชียที่น่าจับตา

29 พ.ค. 2569 | 16:18น.

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) เผยแพร่บทความเชิงความคิดเห็น “เวียดนามคือมหาอำนาจที่กำลังพุ่งทะยานของเอเชียที่น่าจับตามอง” โดยระบุว่า หากประเทศใด ๆ ต้องการแบบอย่างในการอยู่รอดท่ามกลางยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ให้ดูเวียดนามเป็นตัวอย่าง

การมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและหลีกเลี่ยงการพึ่งพาชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว เปลี่ยนให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐและจีน ว่าจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร แม้กระทั่งในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน

‘โต เลิม’ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กำลังขับเคลื่อนวาระดังกล่าว เขากลายเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ หลังจากได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีและประมุขของรัฐในเดือนเมษายนที่ผ่านมา การขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม ถูกนำไปเปรียบเทียมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ผู้นำจีน เนื่องจากแนวทางการกระจุกอำนาจอยู่ภายใต้ผู้นำเพียงคนเดียวอย่างผิดวิสัย

ประธานาธิบดีเวียดนามจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน การประชุมสุดยอดความมั่นคงเอเชีย (Shangri-La Dialogue 2026) วันที่ 29 พ.ค. ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ พร้อมด้วยรัฐมนตรี นายพล และเจ้าหน้าที่จากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ในวาระนี้ เวียดนามอาจมีข้อคิดดี ๆ ที่จะแบ่งปันให้กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งยังกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสหรัฐ แสนยานุภาพทางทหารที่เพิ่มขึ้นของจีน และความกังวลว่า ประเทศขนาดกลางจะต้องทำอย่างไรเพื่อปกป้องตัวเองจากสองมหาอำนาจนี้หรือไม่  

ผู้เขียนขอกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ดังเช่นที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์เพิ่งจะจับมือสร้างความร่วมมือทางการป้องกันประเทศ ผ่านการเจรจาซื้อขายอาวุธและแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองทางทหาร เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนโยบายที่สมเหตุสมผล ภายใต้แนวคิดสามัคคีคือพลัง

เวียดนามเองก็มีกลยุทธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมหาอำนาจ แต่ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจใด ๆ ผ่านการหลีกเลี่ยงการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ หลีกเลี่ยงการตั้งฐานทัพทหาร และหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ความแตกต่างที่สำคัญคือ ความกระตือรือร้นในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ซึ่งทำให้โต เลิม มีพื้นที่มากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่แสนทะเยอทะยาน

อย่างไรก็ดี เพื่อให้เวียดนามสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 10% ในอีก 5 ข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยอย่างมาก รวมถึง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 เวียดนามยังจำเป็นต้องมี ‘สภาพแวดล้อม’ ที่มั่นคงกว่านี้

เวียดนามยังพึ่งพาการส่งออก โดยในปี 2025 การส่งออกเติบโต 8.02% แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐ ซึ่งขู่ว่า จะเรียกเก็บภาษีส่งออกเวียดนามสูงถึง 46% ก่อนที่จะลดลงเหลือ 20%

โต เลิม ยอมอุทิศทุนทางสังคมและการเมืองอย่างมหาศาล เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โดยได้ยกระดับ ‘การทูตไผ่ลู่ลม’ (Bamboo Diplomacy) แบบดั้งเดิมที่เวียดนามใช้มานานหลายทศวรรษ เพื่อบริหารความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐและจีน

มีเพียงไม่กี่ประเทศที่จะเข้าใจความอันตรายของการพึ่งพาประเทศมหาอำนาจได้ดีเท่าเวียดนาม ซึ่งใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อต่อต้านการถูกครอบงำ แต่ขณะเดียวกันก็ยังแสวงหาวิธีการได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากประเทศเหล่านั้น

และนั่นหมายถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวาง ดังที่ โด ควง มานห์ ลินห์ นักวิจัยจากสถาบันการเมืองแห่งชาติโฮจิมินห์ (HCMA) ได้เขียนไว้ในบทความ ‘เครือข่ายยุทธศาสตร์ของเวียดนามและปัจจัยอินเดีย’ ซึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ของเวียดนามกับอินเดียสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงอย่างรอบด้านที่กว้างขึ้น โดยเวียดนามกำลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดยุทธศาสตร์หลายจุดโดยไม่ละทิ้งอำนาจใดอำนาจหนึ่ง

การผลักดันทางการทูตของโต เลิม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กำลังสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าว นอกจากทรัมป์และสี จิ้นผิงแล้ว โต เลิมยังเดินทางพบกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจระดับกลางที่น่าอิจฉา รวมถึงประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้, ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย

เฉพาะในสัปดาห์นี้ โต เลิมได้เดินทางพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และมีกำหนดจะพบกับผู้นำของสิงคโปร์และฟิลิปปินส์

เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ กลยุทธ์ของประธานาธิบดีเวียดนามดูจะได้ผล โดยดัชนีอำนาจเอเชียปี 2025 ของสถาบันโลวี ซึ่งเป็นสถานบันคลังสมองของออสเตรเลีย ระบุว่า เวียดนามมีการเพิ่มขึ้นของอิทธิพลโดยรวมภายในภูมิภาค มากเป็นอันดับสอง และในปัจจุบัน เวียดนามอยู่อันดับ 7 ของเอเชีย ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการบูรณาการระหว่างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและการขยายขอบเขตทางการทูต

ประเทศอื่น ๆ สามารถเอาเวียดนามเป็นแบบอย่างได้ โต เลิมกำลังผลักดันปฎิรูปการบริหารครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งการตัดสินใจและลดขั้นตอนทางราชการ รวมถึงการลดจำนวนจังหวัดและเทศบาลลงเกือบครึ่ง และปรับโครงสร้างกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลมาจากการที่เวียดนามมีความเสี่ยงด้านภาวะชะงักงันทางการเมืองต่ำที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และเป็นรองเพียงแค่ประเทศจีนเท่านั้น ตามที่บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ ระบุไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเป็นรัฐพรรคเดียว ซึ่งสร้างความสะดวกสบาย สามารถบังคับใช้และดำเนินตามกฎระเบียบได้ โดยไม่ต้องผ่านการโต้แย้งแบบประชาธิปไตยที่ยุ่งยาก

ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเวียดนามโมเดลจะไร้ความเสี่ยงเลย โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง อาจทำให้เป้าหมายการเติบโตของโต เลิม ต้องหยุดชะงัก โลกาภิวัตน์กำลังถดถอย และระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมาย กำลังถูกแทนที่ด้วยภาษีศุลกากร นโยบายอุตสาหกรรม และกลุ่มเศรษฐกิจ

ทรัมป์อาจเลือกบังคับใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น สำหรับสินค้าจีนจำนวนมากที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรสหรัฐ และในสภาพแวดดล้อมเช่นนี้ เวียดนามมีพื้นที่ในการดำเนินงานน้อยลง

นอกจากนี้ อันตรายอาจมาในรูปแบบความสัมพันธ์กับจีนด้วยเช่นกัน แม้ว่าการพบปะกันอย่างเปิดเผยระหว่างโต เลิม และ สี จิ้นผิง จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ เกี่ยวกับข้อพิพาทการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลี ในขณะที่จีนอ้างสิทธิ์ในน่านน้ำส่วนใหญ่จากแผนที่ปี 1947 เวียดนามกล่าวว่าสิทธิ์ของตนมีมาตั้งแต่ก่อนปี 1947

วิกฤตการณ์เกี่ยวกับไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ อาจบีบให้เวียดนามเข้าใกล้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากขึ้น หากทรัมป์ตัดสินใจเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ก็อาจผลักดันให้เวียดนามต้องกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดอเมริกาเร็วกว่าที่ต้องการเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเชื่อมโยงกับมหาอำนาจทั้งสองในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ ในขณะที่จีนเป็นแหล่งวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ

ทั้งนี้ เส้นทางของเวียดนามสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในเอเชีย ซึ่งประเทศต่าง ๆ กำลังสร้างเครือข่ายของตนเองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากทั้งสหรัฐและจีน โดยที่เวียดนามอาจก้าวล้ำหน้าไปไกลกว่าประเทศอื่นแล้ว

บทความโดย คาริชมา วาสวานี (Karishma Vaswani) คอลัมนิสต์ของ Bloomberg Opinion ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในประเด็นการเมืองเอเชีย-แฟซิฟิก โดยเฉพาะประเทศจีน อีกด้านหนึ่งเป็นวิทยากร พิธีกร และผู้ประกาศข่าวที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลมากมาย เธอดำเนินรายการโดยอาศัยความเชี่ยวชาญและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกิจการระดับโลกและเอเชีย ก่อนหน้านี้ทำงานกับ BBC ในเอเชียกว่าสองทศวรรษ ครอบคลุมข่าวสำคัญและการสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงในภูมิภาค