เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

SMR โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยุคใหม่ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก

18 มิ.ย. 2569 | 08:05น.
10-pok

10-pok

คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ

“วิกฤตพลังงานโลก” จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะ LNG ปรับตัวสูงขึ้นและผันผวนอย่างรุนแรง กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานโลก

ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนไฟฟ้า ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว หลายประเทศจึงเริ่มตระหนักถึงข้อจำกัดของระบบพลังงานที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป และมองหาทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานและความผันผวนของราคาในระยะยาว

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หลายประเทศพยายามลดบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ หลังอุบัติเหตุที่ “เชอร์โนบิล” และ “ฟุกุชิมะ” แต่ในช่วงไม่กี่ปีหลังโลกกลับเริ่มหันมาทบทวนบทบาทของนิวเคลียร์อีกครั้ง เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้องเผชิญข้อจำกัดด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้นทุนพลังงานฟอสซิลมีความผันผวนสูงขึ้น

นิวเคลียร์จึงกลับมาอยู่ในบทสนทนาของนโยบายพลังงานโลกอีกครั้ง ในฐานะพลังงานคาร์บอนต่ำที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) กำลังถูกจับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ของระบบพลังงานโลก รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งเริ่มนำแนวคิดพลังงานนิวเคลียร์กลับมาศึกษาอีกครั้งในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2024

SMR ต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร

SMR ยังคงใช้หลักการพื้นฐานเดียวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป คือการผลิตความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น (Nuclear Fission) ภายในเครื่องปฏิกรณ์ เพื่อนำความร้อนไปผลิตไอน้ำ หมุนกังหัน และผลิตไฟฟ้า โดยไม่อาศัยการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล จึงไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

ความแตกต่างสำคัญของ SMR คือ ขนาด การออกแบบ และแนวคิดด้านความปลอดภัย

SMR มีกำลังผลิตประมาณ 50–300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมมักมีขนาด 1,000–1,600 เมกะวัตต์ต่อหน่วย

เทคโนโลยี SMR สามารถผลิตเป็นโมดูลจากโรงงานและนำไปประกอบหน้างานได้ และใช้พื้นที่น้อยกว่า ทั้งสามารถเพิ่มกำลังผลิตทีละหน่วยตามความต้องการใช้ไฟฟ้า

บทเรียนอดีต : จาก Active Safety สู่ Passive Safety

ปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อระบบไฟฟ้าโลก โดยคิดเป็นประมาณ 9% ของการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก จากเครื่องปฏิกรณ์เชิงพาณิชย์มากกว่า 440 เครื่องในกว่า 30 ประเทศ

ในอดีตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ใช้ Active Safety System ซึ่งต้องอาศัยปั๊มน้ำ ระบบไฟฟ้าสำรอง และการควบคุมจากมนุษย์ อุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของระบบดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อระบบไฟฟ้าหรือระบบสำรองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

SMR รุ่นใหม่จึงถูกออกแบบให้ใช้ Passive Safety System เป็นหลัก คือ

  • ใช้แรงโน้มถ่วง
  • ใช้การพาความร้อนตามธรรมชาติ
  • ใช้การไหลเวียนของของไหลตามธรรมชาติ
  • ไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าสำรองในหลายกรณี
  • ลดการพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์ในภาวะฉุกเฉิน

แม้จะไม่สามารถทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ได้ แต่ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุรุนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

 ทำไม SMR ถูกพูดถึงมากขึ้น

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น SMR ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญจาก 2 เหตุผลหลัก

1.ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน: สำหรับประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก เช่น ไทย ราคาก๊าซที่ปรับตัวขึ้นมักส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว SMR จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานในระยะยาว

2.เป็นพลังงานฐานควบคู่พลังงานหมุนเวียน: SMR สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ จึงช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในยุคที่พลังงานหมุนเวียนมีบทบาทเพิ่มขึ้น

ใครจะได้ประโยชน์จาก SMR มากที่สุด

  • ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
  • พื้นที่ห่างไกลที่ต้นทุนพลังงานสูง
  • เขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
  • เหมืองแร่และพื้นที่นอกโครงข่ายไฟฟ้าหลัก

อีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังผลักดันความสนใจต่อ SMR คือการเติบโตของ AI และ Data Center ซึ่งกำลังกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก

ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง และต้องการแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพสูงพร้อมการปล่อยคาร์บอนต่ำ ทำให้หลายบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มศึกษาหรือทำข้อตกลงซื้อไฟฟ้าจากโครงการนิวเคลียร์มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการพลังงานในยุค AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยอยู่ตรงไหน

ประเทศไทยเริ่มศึกษาแนวคิดพลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2504 ต่อมาแนวคิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ปรากฏชัดในปี 2509 แต่ถูกเลื่อนออกไปจากแรงคัดค้านของสังคมและการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

แนวคิดกลับมาอีกครั้งใน PDP 2007 โดยมีเป้าหมายสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 4,000 เมกะวัตต์ แต่เหตุการณ์ฟุกุชิมะในปี 2554 ทำให้แผนดังกล่าวถูกชะลอและลดบทบาทลง

ปัจจุบัน SMR ถูกบรรจุเป็นทางเลือกใน PDP 2024 โดยมีเป้าหมายกำลังผลิตประมาณ 600 เมกะวัตต์ จาก SMR จำนวน 2 หน่วย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center รวมถึงการไปสู่เป้าหมาย Net Zero และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายและระบบกำกับดูแล บุคลากรเฉพาะทาง การยอมรับของสังคม และการจัดการกากกัมมันตรังสีในระยะยาว ทำให้ SMR ในบริบทไทยยังถูกมองว่าเป็น “ทางเลือกในอนาคต” เพื่อเสริมความมั่นคง มากกว่าพลังงานหลักในระยะใกล้

คำถามสำหรับประเทศไทย คือ “เราควรเริ่มเตรียมความพร้อมเมื่อใด” เพราะการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี แต่การสร้างกฎหมาย ระบบกำกับดูแล บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และความเชื่อมั่นของสังคม อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตพลังงาน โรงไฟฟ้า