ความทรงจำอาจเลือนราง แต่ความรักไม่เคยจาง
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : รณดล นุ่มนนท์
หลายคนบอกว่า โรคที่น่ากลัวที่สุดของผู้สูงอายุไม่ใช่โรคหัวใจ ไม่ใช่มะเร็ง หรือโรคหลอดเลือดสมอง หากแต่เป็น “ภาวะสมองเสื่อม” เพราะโรคนี้ไม่ได้พรากเพียงความทรงจำของผู้ป่วย หากยังค่อย ๆ พรากชีวิตของคนที่รักเขาไปพร้อมกัน
รายการสารคดี 60 Minutes ของสหรัฐ ได้ติดตามชีวิตของไมก์และแครอล ดาลี่ คู่สามีภรรยา ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมากว่า 51 ปี ก่อนนำเรื่องราวมาออกอากาศในปี ค.ศ. 2018 ทั้งคู่เคยเป็นครอบครัวอเมริกันธรรมดา ๆ ไมก์เป็นตำรวจ ส่วนแครอลทำงานธนาคาร ต่างทำงานหนักเพื่อสร้างครอบครัว และไล่ตาความฝันเหมือนคนอีกนับล้าน แต่วันหนึ่งชีวิตก็เปลี่ยนไป เมื่อแครอลเริ่มมีอาการหลงลืม แรก ๆ ทุกคนคิดว่าเป็นเพียงความขี้ลืมของวัยชรา ลืมตำราอาหาร ลืมชื่อคนรู้จัก แต่ไม่นานอาการกลับหนักขึ้น เธอถามคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเมื่อเข้ารับการตรวจแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะสมองเสื่อม
ตากล้องของรายการ 60 Minutes บันทึกภาพการเปลี่ยนแปลงของแครอลไว้อย่างสะเทือนใจ วันแรกที่ให้สัมภาษณ์เธอยังจำอายุตัวเองได้ อีกสองปีต่อมาเธอจำอายุไม่ได้แล้ว สามปีหลังจากนั้นเธอจำพระเอกในดวงใจที่เคยชื่นชอบมาตลอดชีวิตไม่ได้ และในที่สุดเธอจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของสามี
ช่วงท้ายของสารคดี แครอลไม่สามารถสื่อสารหรือช่วยเหลือตัวเองได้อีกต่อไป ทุกอย่างต้องอาศัยผู้ดูแลทั้งหมด ไมก์ยอมรับทั้งน้ำตาว่า เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องดูแลภรรยาในสภาพเช่นนี้ “ผมต้องดูแลเธอให้ดีที่สุด เพราะวันแต่งงานเราสัญญากันไว้ว่าจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป” แม้วันนี้ตัวเขาจะป่วยเป็นความดันโลหิตสูง มีภาวะซึมเศร้า และกังวลอยู่เสมอว่าหากตัวเองเข้าโรงพยาบาลแล้วใครจะเป็นคนดูแลภรรยา
คำพูดสั้น ๆ ของไมก์ทำให้ผมรู้สึกว่า คำว่า “รัก” บางครั้งไม่ได้หมายถึงการจดจำกันได้เสมอไป แต่คือการไม่ทอดทิ้งกัน แม้อีกฝ่ายจะจำเราไม่ได้แล้วก็ตาม
แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า โรคนี้จะเดินเข้ามาใกล้ตัว พ่อและแม่ของผมเป็นคนความจำดีมาก แม่ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ เล่าลำดับเครือญาติของตระกูลต่าง ๆ ได้ราวกับเปิดตำราอยู่ตรงหน้า ความจำของแม่ยังเฉียบคมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผมจึงไม่เคยนึกเลยว่า คนแรกในครอบครัวที่ต้องเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์จะเป็นแม่ยายของผมเอง
เพราะเธอเป็นพยาบาลที่น่าจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ซึ่งผมไม่เคยเฉลียวใจเลย แม้แม่ยายเริ่มพูดคำว่า “ฉันจำไม่ได้” บ่อยครั้งมาก แต่ผมนึกคิดว่าแม่ยายพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เมื่อเริ่มแสดงอาการที่แสดงว่าไม่ใช่ขี้ลืม แต่หลงลืม เช่น เพิ่งรวบช้อนทานข้าวแล้วเงยหน้ามาถามหลานว่า ยายทานข้าวหรือยัง และเมื่อพาไปหาหมอ หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ ถือเป็นหนึ่งในผู้สูงอายุคนไทยกว่า 700,000 คน ที่กำลังเผชิญกับภาวะเช่นนี้ ซึ่งภรรยาและผมต้องอยู่กับความเป็นจริง และต้องยอมรับมันให้ได้
การต้องรับฟังคำพูดและคำถามที่ซ้ำ ๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทน รับฟัง ไม่พยายามโต้เถียง ซึ่งการอยู่บ้านมากขึ้นภายหลังเกษียณต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ที่น่าเห็นใจที่สุดคงไม่พ้นภรรยา เพราะต้องดูแลแม่ ทั้ง ๆ ที่กิจวัตรประจำวันของแม่เหมือนเดิมทุกวัน แต่แม่ไม่สามารถจดจำอะไรได้ ต้องทวนกันตลอดเวลา เรียกว่าสร้างความเครียด และทำให้คุณภาพชีวิตด้อยลง
ผมอ่านตำราวิธีดูแลและอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อย่างมีความสุข ซึ่งอ่านแล้วก็ถูกหมดทุกข้อ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อผมได้พูดคุยกับ ดร.วชิรา อารมย์ดี (พี่แจน) ที่แม่เป็นโรคสมองเสื่อมเช่นเดียวกัน ผมกลับเห็นวิถีชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ต้องอยู่กับโรคนี้ให้ได้
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่แจนคือ การดูแลผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงการให้ยา แต่คือการทำให้ทุกวันของแม่ยังมีความหมาย ครอบครัวช่วยกันคิดกิจกรรมใหม่ ๆ ให้คุณแม่ทำแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ดผัก ทำอาหาร ขนม ดองผัก พาไปสวนสาธารณะ ไปทำบุญ ไปเยี่ยมญาติ หรือแม้แต่ไปชมคอนเสิร์ต
ทุกกิจกรรมถูกบันทึกไว้ใน Facebook ชื่อ “Yaiying Arrom” แล้วเปิดให้คุณแม่ดูทุกคืนก่อนนอน ราวกับช่วยเก็บรักษาความทรงจำที่กำลังค่อย ๆ เลือนหายไว้แทนสมองของท่าน
ผมชอบประโยคหนึ่งที่พี่แจนฝากไว้ “คนดูแลก็ต้องมีเวลาดูแลตัวเอง” เพราะหากผู้ดูแลหมดแรง หมดกำลังใจ หรือหมดความหวัง ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะส่งต่อความรักให้กับผู้ป่วยได้
โรคอัลไซเมอร์อาจยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังรักษาหัวใจของผู้ป่วยได้เสมอ คือความรัก ความอ่อนโยน และการยอมรับ บางครั้งผู้ป่วยอาจลืมว่าเราเป็นใคร แต่สำหรับคนที่รักเขา เราไม่มีวันลืมว่าเขาเคยเป็นใครในชีวิตของเรา