‘วอร์ช’ เสียความน่าเชื่อถือ ‘เฟด’ ขาดแนวทางชัดคุม ‘เงินเฟ้อ’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ที่ประชุมมีมติตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่อัตราเดิม คือ 3.5-3.75% อย่างไรก็ตามเป็นมติที่ “ไม่เอกฉันท์” เนื่องจากมีกรรมการ 3 คน คือประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ สาขามินนิอาโปลิส และสาขาดัลลัส คัดค้าน โดยเห็นว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีของการประชุมเฟด ที่มีผู้เห็นต่างมากถึง 3 คน
ตลาดตอบรับผลการประชุมในทางลบ เนื่องจากเห็นว่าขาดความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางควบคุมเงินเฟ้อ ถึงแม้ประธานเฟดจะเคยพูดแข็งกร้าวว่าจะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย 2% แต่การกระทำกลับคลุมเครือ จึงเกรงว่าเฟดจะ “ตามไม่ทัน” เงินเฟ้อ นอกจากนั้นนโยบายของวอร์ชที่จะไม่มีการให้เบาะแส หรือ “แนวทางล่วงหน้า” ต่อตลาดและนักลงทุนเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคตผ่าน Dot Plot หรือคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล ถือเป็นการยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติของเฟดที่มีมานาน ทำให้ตลาดและนักลงทุนขาดความมั่นใจ
ตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง 3 ดัชนีหลักดิ่งลงรุนแรง โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1,153.18 จุด หรือ 2.19%, ปิดตลาดที่ 51,594.14 จุด ย่ำแย่ที่สุดนับจากเดือนเมษายน 2025 ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ติดลบ 1.52% ปิดตลาดที่ 7,316.15 จุด แนสแดค ร่วงลง 1.74% ปิดตลาดที่ 24,442.94 จุด ขณะที่ผลตอบแทน (ยีลด์) พันธบัตรอายุ 10 ปี กระโดดขึ้น 0.07%ไปอยู่เหนือ 4.67% พันธบัตรอายุ 30 ปีเพิ่มขึ้น 0.1% ไปยืนอยู่เหนือ 5.2% สูงที่สุดนับจากปี 2007
เจฟฟรีย์ กันด์แล็ค นักวิเคราะห์จากดับเบิลไลน์ ชี้ว่า การที่ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น เป็นการส่งสัญญาณไปถึงประธานเฟดว่า หากเฟดจริงจังในการควบคุมเงินเฟ้อจะต้องขึ้นดอกเบี้ย “หากคุณต้องการให้เราเชื่อคำพูดของคุณ คุณต้องเริ่มลงมือทำ”
เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากน้ำมันมีราคาสูง สร้างความกังวลมากขึ้นไปอีกเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก หลังจากอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลางรอบล่าสุดแบบน่าประหลาดใจ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 6%
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแต่งตั้งเควิน วอร์ช มากับมือและหวังว่าวอร์ชจะปรับลดดอกเบี้ยอย่างที่เคยกดดันและดุด่าตำหนิ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟดคนก่อนหน้านี้มาอย่างต่อเนื่อง กลับไม่มีท่าทีตำหนิวอร์ช โดยทรัมป์ชมว่าวอร์ชเป็นคนฉลาด ตนรู้ว่าวอร์ชอยากลดดอกเบี้ย แต่เขามีคณะกรรมการ ซึ่งเป็นคณะกรรมการ “การเมือง” ที่อยากขึ้นดอกเบี้ย
รอยเตอร์รายงานว่า หากพิจารณาจากคำพูดของวอร์ชหลังจากประชุมเสร็จสิ้น จะเห็นว่าท่าทีมีความโน้มเอียงไปในทางขึ้นดอกเบี้ยและเป็นวิธีเหมาะสมในการตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่ยังสูงอย่างเหนียวแน่นในขณะนี้ โดยวอร์ชกล่าวว่า นายธนาคารกลางคนใดก็ตาม ไม่ว่าหญิงหรือชายเมื่อเห็นตลาดแรงงานอยู่ในจุดที่มากกว่าหรือน้อยกว่าจุดดุลยภาพ เห็นเงินเฟ้อกำลังขยับสูงขึ้น เขาหรือเธอย่อมมีแนวโน้มจะใช้นโยบายการเงินตึงตัว
ด้านซีเอ็นบีซีระบุว่า “ความน่าเชื่อถือ” ของเควิน วอร์ช ถูกตั้งคำถาม เมื่อเฟดไม่มีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย เพราะวอร์ชนั้นเป็นคนที่มักพูดอยู่เสมอว่าให้ความสำคัญอันดับแรกกับความน่าเชื่อถือเหนืออย่างอื่นทั้งหมด การที่ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงมาก บ่งบอกว่านักลงทุนเชื่อว่าเฟดจะไม่มีการลงมือทันทีทันใดในการจัดการเงินเฟ้อซึ่งอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% มาอย่างน้อย 63 เดือน ดังนั้นเป็นไปได้ที่เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างก้าวร้าวในภายหลังเมื่อเศรษฐกิจร้อนแรง
ก่อนรับตำแหน่งประธานเฟดวอร์ชมักจะวิจารณ์เจอโรม พาวเวลล์ ประธานคนก่อนหน้านี้อย่างรุนแรงเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับขึ้น หลังจากเฟดลดดอกเบี้ย และมักจะวิจารณ์ซ้ำ ๆ ว่าพาวเวลล์ขาดความน่าเชื่อถือ แต่ในครั้งนี้หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้น หลังจากเฟดคงอัตราดอกเบี้ย วอร์ชกลับอธิบายว่า อาจเป็นการสะท้อนข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง
จอน ฮิลเซนรัธ นักสังเกตการณ์เฟด ชี้ว่า วอร์ชไม่ได้ส่งสารอย่างชัดเจน ดังนั้นตลาดพันธบัตรเลยอาเจียนใส่เขา วอร์ชจำเป็นต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรเพื่อนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยในท้ายที่สุดท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูง
ประธานเฟดยังปฏิเสธที่จะตอบคำถามนักข่าวที่ถามเกี่ยวกับรายละเอียดว่า ทำไมเขาและกรรมการคนอื่นอีก 8 คนจึงเห็นว่าการตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม และยังอธิบายถึงการที่เขามีนโยบายไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ย โดยระบุว่า จำเป็นต้องสังเกตปฏิกิริยาของตลาดต่อพัฒนาการต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาและไม่มีการกรอง ก่อนตัดสินใจใด ๆ
ท่าทีของวอร์ชทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมึนงง โดยเอริก วิโนแกรด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของอัลไลแอนซ์เบิร์นสไตน์ ให้ความเห็นว่า การแถลงข่าวของประธานเฟดสับสนและมักจะขัดแย้งกันในตัวเอง
การที่วอร์ชไม่เต็มใจจะพูดว่าอะไรกันแน่ที่จะทำให้เขาขึ้นดอกเบี้ยได้ ประกอบกับการที่เขากล่าวในทำนองว่าเฟดจะไม่อาศัยดัชนีการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อให้มามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ทำให้ตลาดต้องประเมินการทำงานของเขาใหม่ อย่างที่ ไมเคิล เฟอโรลิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เจพีมอร์แกน เชส ระบุว่า ประเด็นเหล่านี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของประธานเฟดในการทำให้เงินเฟ้อต่ำลง