เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
Biz Movement เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
News กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
World ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
“ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
เศรษฐกิจภูมิภาค “ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
Biz Movement หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
Politics รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
Finance หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
Finance สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
Finance ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
ดูทั้งหมด

ซัมมิตการค้าและลงทุนไทย-สหรัฐ ปี 2026 จับสัญญาณ Rebalancing Trade มาแน่

11 ก.ย. 2569 | 16:46น.

การประชุมสุดยอดด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐประจำปี 2026 (Thai-U.S. Trade & Investment Summit 2026) จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “สานต่อความร่วมมืออันยาวนาน” เมื่อ 17 สิงหาคม 2026 ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท โดยความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทยและหอการค้าสหรัฐอเมริกา (AMCHAM Thailand)

ความพยายามในการปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับเอกอัครราชทูตและผู้แทนการค้าของสหรัฐทั่วโลกภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในภูมิภาคสหภาพยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้

นายจอห์น โกเยอร์ รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียระบุว่า หอการค้าสหรัฐมองว่าความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐมีรากฐานที่แข็งแกร่งยาวนานกว่า 200 ปี แต่ปัจจัยลบในปัจจุบันคือ ความไม่แน่นอน ทั้งด้านนโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนทำได้ยากขึ้นทั่วโลก

นายจอห์น โกเยอร์ รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย

การค้าสองฝ่ายยังเติบโตสวนทางความไม่แน่นอน แม้จะมีความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้า แต่ก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างสองประเทศ โดยการค้าทวีภาคียังคงขยายตัวได้ดี

ภาษีทรัมป์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐอย่างที่วิทยากรบางรายชี้ ตัวเลขของสหรัฐอาจต่างจากตัวเลขไทยเล็กน้อย

ยอดนำเข้าของสหรัฐจากไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลสหรัฐชี้ว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 72% ซึ่งเราคิดว่า เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ มันขัดกับสามัญสำนึกอย่างแน่นอน นับเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 36 ปี ตั้งแต่ปี 1990 ผลจากการย้ายฐานและปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม

“ดังนั้นเราจึงย้อนกลับไปดูข้อมูลการค้าตั้งแต่ปี 1990 เพื่อดูว่าเคยมีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้หรือไม่ และก็ไม่มีใน 36 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นนี้มาก่อน แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงล่าสุดในการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็มีการเพิ่มขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะเวียดนาม” โกเยอร์กล่าว

แต่ก็ยังเสริมว่า ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว การนำเข้าของสหรัฐจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาพรวมการส่งออกก็เป็นไปในทิศทางที่ดีเช่นกัน การส่งออกของสหรัฐไปยังประเทศไทยเพิ่มขึ้น 30% ในครึ่งแรกของปีนี้ ทิศทางการเติบโตเป็นไปในเชิงบวกอย่างแน่นอน

ประเด็นที่สองคือ การค้าไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้ามากเท่าที่ควรจะเป็น เพราะภาษีนำเข้าไม่ได้สูงอย่างที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าสินค้าไทยจะเผชิญกับภาษีนำเข้าเบื้องต้นที่ 19% ภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งย่อมาจากกฎหมายว่าด้วยอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Economic Emergency Powers Act)

ภาษี 19% นั้นมีข้อยกเว้นมากมาย ดังนั้นภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจริงจึงอยู่ที่ประมาณ 8-10% ไม่ดีนัก แต่ดีกว่า 19% มาก และจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐ (Supreme Court) ตัดสินว่าภาษีผิดกฎหมาย เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ และถูกแทนที่ด้วยภาษี 10% ในทันที ซึ่งบังคับใช้ภายใต้มาตราอื่นของกฎหมายการค้าของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นยังคงคล้ายคลึงกัน ซึ่งหมายความว่าอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจริงลดลงเหลือประมาณ 5.5 % ระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน

สำหรับประเทศไทย อัตราภาษีสำหรับการใช้แรงงานบังคับที่ 10% นั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 12.5% หลังจากที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ตรวจสอบเรื่องการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ประเด็นความไม่แน่นอนเรื่องภาษี Section 301 ที่วิทยากรหลายคนกล่าวถึง รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำเอเชียและโอเชียเนียกล่าวว่า ไทยเป็น 1 ใน 16 คู่ค้า ที่มีกำลังการผลิตล้นเกิน ซึ่งอาจทำให้มีมาตรการตอบโต้ ซึ่งจะเป็นมาตรการอะไร มันเป็นความไม่แน่นอน  แต่ก็ยังอยู่ในธีมของสหรัฐ ในการแก้ไขการค้าที่ไม่สมดุลและการค้าที่มีแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม  ซึ่งอาจใช้มาตรา 301 เนื่องจากก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการใช้มาตรานี้ หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งหากจริงทำให้มีการเรียกภาษีเพิ่มเติมจาก 12.5 % เพื่อให้กลับไปถึง 19 %  หรือมากกว่า ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ เราไม่มีความแน่นอนหรือการคาดการณ์ได้

“ความไม่แน่นอนในตัวเองนั้นย่อมมีต้นทุนหรือภาระที่ต้องจ่ายเสมอ” รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำเอเชียและโอเชียเนียกล่าว

ประเด็นการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) รายงานล่าสุดของทำเนียบขาวระบุว่า ไทยและชาติในอาเซียนถูกสงสัยว่าเป็นทางผ่านของสินค้าจีนเพื่อหลบเลี่ยงภาษี สหรัฐอาจใช้เหตุผลนี้อัพเกรดมาตรการตอบโต้/ตั้งภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

“เกี่ยวกับการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีนผ่านประเทศที่สามหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย และเพื่อนบ้านของไทย ประเทศอื่นๆและภูมิภาคอื่น  รายงานการศึกษาชี้ว่า ขณะที่สหรัฐนำเข้าจากจีนหมายความประมาณว่าสหรัฐนำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศอื่นๆ  ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับมิตรภาพ”

ประเด็นส่วนต่างภาษีจีนและไทยที่ลดลง แต่เดิมสินค้าจีนโดนภาษีสูงกว่าไทยถึง 32% ทำให้ไทยได้เปรียบ แต่ปัจจุบันส่วนต่างลดลงเหลือเพียงราว 16.6% ณ เดือนมิถุนายน ความได้เปรียบทางการค้าและแรงจูงใจในการหลบเลี่ยงภาษีจึงลดลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

“ไม่ว่าเราจะไปถึงจุดไหน เราจำเป็นต้องอยู่ในจุดที่มีความแน่นอนและคาดการณ์ได้” โกเยอร์กล่าว พร้อมเสริมว่าความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่องจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงในที่สุด

สนับสนุนไทยศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์

ในการแถลงการณ์ผ่านคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ นายไมเคิล ดีซอมบรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของการค้าสองฝ่ายจาก 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.5 แสนล้านบาท) ในปี 2000 เป็น 111,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 โดยระบุว่าประเทศไทยเป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็เป็นแหล่งที่มาของการขาดดุลการค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเช่นกัน

ไมเคิล ดีซอมบรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ดีซอมบรีกล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองหวังที่จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ “การค้าที่เป็นธรรมและสมดุลซึ่งกันและกัน” ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการเข้าถึงตลาดและแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบ

เขาเน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านพลังงานเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงข้อตกลงจัดหาก๊าซของบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งมอบก๊าซประมาณหนึ่งล้านตันต่อปีเป็นเวลาสองทศวรรษ ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนที่ลงนามเมื่อปีที่แล้ว และบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญ ลงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในการประชุมนอกรอบอาเซียนซัมมิตในประเทศมาเลเซีย

ในด้านเทคโนโลยี เขากล่าวว่าสหรัฐต้องการสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระดับภูมิภาคภายในปี 2027 ผ่านโครงการริเริ่มด้านปัญญาประดิษฐ์ร่วมระหว่างสหรัฐและอาเซียน ซึ่งให้การสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิคแก่รัฐบาลที่ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ของอเมริกา และกระตุ้นให้ประเทศไทยพึ่งพา “ผู้จัดหาที่เชื่อถือได้” สำหรับ 5G, 6G, เคเบิลใต้น้ำ และศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์

โอกาสครบรอบสถาปนาสหรัฐอเมริกา 250 ปี เรียกร้องให้ปรับสมดุลทางการค้า


ฌอน โอ’นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย

ฌอน โอ’นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงพลังแห่งความร่วมมือระหว่างสหรัฐและไทย

“ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐ และไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนวัตกรรม พลังงาน และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ทั้งสองประเทศได้” โอ’นีลกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงบทบาทของบริษัทต่างๆ ทั้งจากสหรัฐและไทยในการขับเคลื่อนการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในตลาดของทั้งสองประเทศ

ทูตสหรัฐย้อนรอยความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปถึงการเดินทางของกัปตันเรือชาวอเมริกันขึ้นไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาในปี 1818 ซึ่งนำไปสู่สนธิสัญญาไมตรีและการค้าปี 1833 ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทย แม้ว่าโอ’นีลจะแย้งว่ามิตรภาพในทางปฏิบัติมีมานานกว่า 200 ปี แล้วก็ตาม

โอ’นีลกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐทำงานมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเพื่อให้แน่ใจว่าความสัมพันธ์ทางการค้าจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานชาวอเมริกัน โดยให้เหตุผลว่า “ความไม่สมดุลทางการค้าขนาดใหญ่และต่อเนื่องนั้นไม่ยั่งยืนหรือเป็นผลดี” ต่อทั้งสองฝ่าย

เขากล่าวว่า การฟื้นฟูความสมดุลจะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น เปิดตลาดสหรัฐให้แก่นักลงทุนไทยมากขึ้น และปลดล็อกโอกาสในด้านพลังงานและเทคโนโลยีใหม่สำหรับทั้งสองประเทศ

เอกอัครราชทูตสหรัฐใช้โอกาสนี้เชิญชวนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน “งานแสดงสินค้าอเมริกัน” ที่จัดขึ้นในหาดใหญ่ นครราชสีมา เชียงใหม่ และกรุงเทพในเดือนกันยายนและตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอเมริกา

ความสัมพันธ์อันยาวนานกว่าสองศตวรรษระหว่างไทยและสหรัฐ ผู้นำภาคธุรกิจและภาครัฐได้มารวมตัวกันในการประชุมสุดยอดด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ เพื่อเปลี่ยนสายสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานให้กลายเป็นโอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม การประชุมครั้งนี้ได้กำหนดวาระการดำเนินงานที่มุ่งสู่อนาคตเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทั้งสองประเทศ เพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่จะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้มากที่สุด

งานนี้ดึงดูดผู้บริหารธุรกิจ นักลงทุน และเจ้าหน้าที่รัฐบาลจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ตลอดทั้งวัน ได้แก่ การค้า การท่องเที่ยว เกษตรกรรม พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์