เตือนความเสี่ยง ‘เฮดจ์ฟันด์’ ‘ปั่นป่วน’ ตลาดพันธบัตรสหรัฐ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ประเด็นที่นักลงทุนและตลาดพูดถึงมากในขณะนี้ก็คือผลตอบแทน (ยีลด์) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่พุ่งสูงทำสถิติมากที่สุดในรอบ 20 กว่าปี โดยในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2026 ยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งปกติจะตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขยับขึ้นมากกว่า 0.02% ไปอยู่ที่ 5.585% โดยช่วงต้นของการซื้อขายกระโดดขึ้นไปเกิน 5.6% สูงที่สุดนับจากเดือนมิถุนายน 2002 ซึ่งในปีนั้นยีลด์อยู่ที่ 5.644%
ส่วนยีลด์พันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งปกติมักใช้อ้างอิงสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้าน สินเชื่อรถยนต์และบัตรเครดิต สูงขึ้น 0.01% ไปอยู่ที่ 5.253%
โจแอน เบียงโค นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสของ BondBloxx ชี้ว่า นักลงทุนยังคงให้ความสนใจเรื่องเงินเฟ้อที่สูง และกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรัฐและปริมาณของพันธบัตรในตลาด การพุ่งของยีลด์พันธบัตร ถูกเร่งโดยราคาน้ำมันในตลาดโลกที่กลับมาดีดตัว หลังจากสหรัฐและอิหร่านกลับมาเพิ่มระดับความตึงเครียดรอบใหม่ ผลักดันให้เงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูงอยู่แล้ว ไม่ผ่อนคลายลง ทำให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
เมื่อบวกกับความกังวลต่อหนี้รัฐบาลสหรัฐที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ โดยล่าสุดนักลงทุนให้น้ำหนักว่ามีโอกาสมากกว่า 72% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม หลังจากปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปีไปเมื่อเดือนกันยายน
ปัญหาหนี้รัฐบาลที่สูงอย่างต่อเนื่อง การขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น มีการเทขายพันธบัตรจำนวนมาก ผลักดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรทะยานขึ้นมาจนเขย่าตลาดมาแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้ในต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้ประกาศแผนซื้อคืนพันธบัตร
โดยมีระยะดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายนไปถึงต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้ เพื่อหวังจะลดความปั่นป่วนและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดพันธบัตร ซึ่งในช่วงนั้นสามารถดึงยีลด์ลงมาได้เพียงวันเดียว ก่อนจะดีดกลับมา จนในที่สุดวันที่ 29 กันยายน ยีลด์พันธบัตรระยะยาวพุ่งสูงทำสถิติใหม่ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดพันธบัตร “ปั่นป่วน” ง่ายขึ้น นั่นก็คือกองทุนป้องกันความเสี่ยงหรือ “เฮดจ์ฟันด์” โดยจากรายงานของซีเอ็นบีซี ที่อ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหลายคน ระบุว่า เฮดจ์ฟันด์กำลังกลายเป็น “พลัง” ที่ต้องนำมาพิจารณาถึงบทบาทของมันในตลาดพันธบัตรมูลค่า 30 ล้านล้านดอลลาร์
ซึ่งเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้เข้ามาในยามที่นักลงทุนระยะยาวดั้งเดิม กำลังพิจารณาตัวเลือกอื่นในการลงทุน ทั้งนี้เฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลหาคนซื้อพันธบัตรได้ท่ามกลางหนี้รัฐบาลที่สูงก็จริง แต่ก็อาจจะทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก “เปราะบาง” มากขึ้น
ช่วงปลายปี 2025 เฮดจ์ฟันด์ถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเป็นมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วเกือบ 3 เท่า ขณะเดียวกันเฮดจ์ฟันด์ถือครองพันธบัตรประเภทเปลี่ยนมือได้ (Marketable Treasury) มูลค่า 28.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 7% ของตลาดพันธบัตร ซึ่งพันธบัตรประเภท Marketable Treasury นี้มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายในตลาดรองได้อย่างเสรี ไม่ต้องรอให้ครบกำหนดไถ่ถอน ต่างจากประเภท Non-marketable ที่ต้องรอให้ครบกำหนดไถ่ถอน
ล่าสุดเร็ว ๆ นี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า บรรดาเฮดจ์ฟันด์ ยังเป็น “ผู้ซื้อสุทธิ” พันธบัตรรัฐบาลในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยเฮดจ์ฟันด์ภายในสหรัฐ ซื้อสุทธิ 6.06 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มจากไตรมาสแรกที่ซื้อเพียง 2.64 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้รวมแล้วครึ่งปีแรก เฮดจ์ฟันด์ซื้อไปประมาณ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์
ริกกี้ เซียว ผู้เชี่ยวชาญด้านเฮดจ์ฟันด์ของ Union Bancaire Privee ระบุว่า เมื่อเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่น เฮดจ์ฟันด์ถือว่าเป็นพวกที่กู้ยืมมาลงทุนค่อนข้างสูงเพื่อเพิ่มพลังการลงทุนและผลตอบแทน ดังนั้นจึงเพิ่ม “ความเสี่ยงเชิงระบบ” มากขึ้น เมื่อเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ถูกบังคับขายทุกครั้งที่เกิดวิกฤตหรือมีสถานการณ์สุดขั้วเกิดขึ้น
ปกติแล้วผู้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมักเป็นกองทุนบำนาญ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไป โดยกองทุนบำนาญโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น สินเชื่อเอกชน โดยจะเห็นว่าในปีที่แล้ว นักลงทุนสถาบันเข้าไปลงทุนในสินเชื่อเอกชนเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์
ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม เฟดได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจากการที่เฮดจ์ฟันด์เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดพันธบัตรมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการลงทุนแบบกู้ยืมในระดับสูง อาจเกิดผลกระทบลุกลามเป็นวงกว้าง หากเฮดจ์ฟันด์สูญเสียแหล่งทุนอย่างกะทันหัน
โนอาห์ แฮมแมน ผู้ก่อตั้ง AdvisorShares ชี้ว่า พวกเฮดจ์ฟันด์ไม่ได้ซื้อพันธบัตรเพียงเพราะพอใจผลตอบแทน แต่พวกเขาเน้นที่ผลงาน โดยเฉพาะการลงทุนระยะสั้นที่มุ่งเน้นผลตอบแทนสูงที่เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งต่างจากนักลงทุนที่เป็นกองทุนบำนาญหรือประกันภัยที่เน้นลงทุนระยะยาว
ทางด้าน เคน ไฮน์ ประธาน Hedge Fund Research เห็นว่า การที่เฮดจ์ฟันด์ชอบที่จะ “ซื้อขาย” มากกว่าจะถือครองพันธบัตรไว้เฉย ๆ จนกว่าจะครบกำหนด ช่วยให้เกิด “สภาพคล่อง” ทั้งสองด้านทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งจะช่วยให้อัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพและลดความผันผวน
ดอน สไตน์บรุกก์ ซีอีโอของ Agecroft Partners เตือนว่า บรรดาผู้กำกับดูแลควรกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่เฮดจ์ฟันด์จะเทขายพันธบัตรอย่างไม่เป็นระเบียบ เมื่อชั่งน้ำหนักกับประโยชน์จากการที่เฮดจ์ฟันด์ช่วยสร้างสภาพคล่องให้ตลาด การที่เฮดจ์ฟันด์มีบทบาทมากขึ้นในตลาดพันธบัตร มันมีทั้งการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและอาจสร้างความเสี่ยงเชิงระบบ