Mr. Veto บุรุษนักตีตกร่างกฎหมาย
ทรัมป์ประกาศเป็น ‘Mr. Veto’ หรือ ผู้กุมอำนาจตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา 1 หมวด 7 ที่เปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีปฏิเสธร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้ว ก่อนร่างกฎหมายนั้นจะมีผลบังคับใช้
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเตรียมรับบทบาทใหม่ในฐานะ Mr. Veto หรือ นายวีโต้ หลังพรรครีพับลิกันประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 โดยระบุว่าจะใช้อำนาจประธานาธิบดีขัดขวางร่างกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย พร้อมเปิดทางเจรจาต่อรองกับฝ่ายเดโมแครตในอนาคต
หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐชี้ว่าพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทรัมป์เริ่มพูดถึงการใช้อำนาจยับยั้งกฎหมาย หรือ Veto ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจที่รัฐธรรมนูญสหรัฐมอบให้ประธานาธิบดี
ทรัมป์ โพสต์ภาพหมวกสีแดงที่มีข้อความว่า Veto ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social หลังจากให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสื่อเกี่ยวกับทิศทางการบริหารประเทศภายใต้สภาคองเกรสที่มีเสียงข้างมากเป็นฝ่ายตรงข้าม
“ผมคิดว่าผมคงต้องกลายเป็น Mr. Veto แล้วล่ะ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็คงจะตกลงกันได้” ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ Pod Force One ของ New York Post
ทรัมป์อธิบายเพิ่มว่า สถานการณ์ที่ประธานาธิบดีต้องทำงานร่วมกับสภาคองเกรสซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคฝ่ายตรงข้ามเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ
“อย่างที่รู้กัน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว นี่คืออำนาจวีโต้ และเป็นหนึ่งในอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประธานาธิบดี พวกเขาจะผ่านกฎหมายไร้สาระบางอย่างในสภาคองเกรส แล้วผมก็จะวีโต้โต้กลับไป” ทรัมป์กล่าว
เสียเสียงข้างมาก ดันกฎหมายยากขึ้น
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ทำให้ทรัมป์พบข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภา
หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามผลที่รายงาน ทรัมป์จะไม่สามารถอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันเพียงฝ่ายเดียวเพื่อผลักดันกฎหมายสำคัญได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตจะมีอำนาจกำหนดทิศทางการพิจารณากฎหมายในสภาคองเกรสมากขึ้น แต่การครองเสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถออกกฎหมายได้โดยปราศจากข้อจำกัด เนื่องจากร่างกฎหมายที่ผ่านสภายังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของประธานาธิบดี
อำนาจวีโต้คืออะไร ทำไมทรัมป์จึงเลือกใช้?
อำนาจวีโต้ (Veto) คืออำนาจตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา 1 หมวด 7 ที่เปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีปฏิเสธร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้ว ก่อนที่ร่างกฎหมายนั้นจะมีผลบังคับใช้
แม้ประธานาธิบดีจะไม่สามารถออกกฎหมายแทนสภาคองเกรสได้โดยตรง แต่สามารถใช้สิทธิวีโต้เพื่อระงับร่างกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย โดยส่งร่างกฎหมายกลับไปยังสภาที่เป็นผู้เสนอ พร้อมชี้แจงเหตุผลในการคัดค้าน
อำนาจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐ และเคยถูกใช้โดยประธานาธิบดีหลายคนเพื่อขัดขวางกฎหมายที่ขัดกับแนวทางบริหารประเทศของตน ประวัติศาสตร์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ สภาต้องมีเสียง 2 ใน 3 จึงล้มวีโต้ได้
หากประธานาธิบดีใช้อำนาจวีโต้ สภาคองเกรสสามารถนำร่างกฎหมายกลับมาพิจารณาใหม่ โดยต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของสมาชิกที่ลงคะแนนในแต่ละสภา ภายใต้เงื่อนไของค์ประชุมตามกฎหมาย
หากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาลงมติได้ถึงเกณฑ์ดังกล่าว ร่างกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ได้โดยไม่ต้องมีลายมือชื่อของประธานาธิบดี
หมายความว่า แม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส แต่หากมีเสียงสนับสนุนไม่ถึง 2 ใน 3 ในแต่ละสภา ก็อาจไม่สามารถลบล้างคำวีโต้ของทรัมป์ได้
ไม่ลงนามกฎหมายภายใน 10 วัน เกิดอะไรขึ้น?
รัฐธรรมนูญสหรัฐยังกำหนดให้ประธานาธิบดีมีเวลา 10 วัน ไม่รวมวันอาทิตย์ ในการพิจารณาร่างกฎหมายที่สภาคองเกรสส่งมาให้
หากประธานาธิบดีไม่ลงนามและไม่ส่งร่างกฎหมายกลับไปคัดค้านภายในระยะเวลาดังกล่าว ขณะที่สภาคองเกรสยังอยู่ในสมัยประชุมและสามารถรับร่างกฎหมายกลับคืนได้ ร่างกฎหมายนั้นจะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ
แต่หากสภาคองเกรสปิดสมัยประชุมในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถส่งร่างกฎหมายกลับคืนได้ ประธานาธิบดีสามารถปล่อยให้พ้นกำหนดโดยไม่ลงนาม ส่งผลให้ร่างกฎหมายตกไป วิธีนี้เรียกว่า Pocket Veto หรือการยับยั้งกฎหมายโดยไม่ลงนาม
Pocket Veto แตกต่างจากการวีโต้ตามปกติ เพราะสภาคองเกรสไม่สามารถลงมติลบล้างได้โดยตรง หากต้องการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ จะต้องเริ่มกระบวนการนิติบัญญัติใหม่ ประวัติศาสตร์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ
ทรัมป์เคยถูกสภาล้มวีโต้มาแล้ว
การใช้อำนาจวีโต้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับทรัมป์ โดยระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เขาเคยใช้สิทธิดังกล่าวคัดค้านร่างกฎหมายหลายฉบับ
หนึ่งในกรณีสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2564 ซึ่งสภาคองเกรสลงมติลบล้างคำวีโต้ของทรัมป์ต่อร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหมประจำปี 2564 หรือ National Defense Authorization Act (NDAA) ได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรกที่สภาคองเกรสสามารถลบล้างคำวีโต้ของทรัมป์ได้ในสมัยแรก
สำหรับสถานการณ์หลังการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 ทรัมป์มองว่าการใช้อำนาจวีโต้อาจทำให้ฝ่ายเดโมแครตต้องกลับมาเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน
ทว่าการใช้อำนาจดังกล่าวจะขัดขวางการประกาศใช้กฎหมายได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงสนับสนุนในสภาคองเกรส รวมถึงความสามารถของทั้งสองพรรคในการเจรจาประนีประนอม