เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (10 ก.ย.) ปรับลง 0.86% อยู่ที่ 77,807 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (10 ก.ย.) ปรับลง 0.86% อยู่ที่ 77,807 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ก.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ก.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
Tech เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
Biz Movement เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
Biz Movement พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
การศึกษา ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
Interview “ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ข่าวในพระราชสำนัก โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
Biz Movement ‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
ดูทั้งหมด

เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐ ไม่สะท้อนเศรษฐกิจที่แท้จริง

10 ก.ย. 2563 | 11:33น.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่สะท้อนเศรษฐกิจที่แท้จริง
ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นสหรัฐอเมริการ่วงลงแรงมาก หุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์หายไป 2.7% ขณะที่ เอสแอนด์พี 500 ลงหนักกว่า 3.4% แต่ที่หนักที่สุดก็คือดัชนีหุ้นเทคโนโลยีแนสแดค ที่ร่วงลงเกือบ 5% ในวันเดียว

นั่นเป็นสภาพของตลาดหุ้นวอลล์สตรีต หลังจากที่เคยถีบตัวขึ้นแข็งแกร่งตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และร้อนแรงจนถึงระดับทำสถิติใหม่กันเป็นว่าเล่น

แอปเปิล อิงก์. กลายเป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าตลาดสูงเกินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ก็เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม

เพอร์ฟอร์แมนซ์ของตลาดหุ้นในเดือนสิงหาคมช่วยให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีอเมริกัน สามารถหลับตาข้างหนึ่งลง ใช้อีกข้างจับไปที่ตัวเลขตลาดหุ้น แล้วบอกกับคนอเมริกันว่า “เห็นไหม เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัวแล้ว”

ถ้าความร้อนแรงของตลาดหุ้นในเดือนสิงหาคมคือสัญญาณแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจอเมริกันกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ การร่วงลงอย่างหนักของดัชนีในต้นเดือนกันยายนคือสัญญาณแสดงถึงอะไรของเศรษฐกิจอเมริกัน

คำตอบของนักวิชาการและบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็คือ ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรทั้งสิ้น

ข้อเท็จจริงในทัศนะของผู้สันทัดกรณีเหล่านี้ก็คือ ตลอดช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา มีเพียงช่วงมีนาคมเดือนเดียวเท่านั้น ที่ทิศทางของตลาดหุ้นอเมริกันสะท้อนถึงสภาวะสินเชื่อตึงตัวให้เห็น นับแต่นั้นเรื่อยมาตลาดหุ้นไม่เคยสะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของประเทศออกมาเลย

เศรษฐกิจที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะกระเตื้องขึ้นมาบ้างหลังจากตกถึงจุดต่ำสุดเมื่อสองสามเดือนก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังจัดเป็นการตกต่ำที่หนักหน่วง ลงลึก และเจ็บปวดกว่าที่เคยเกิดขึ้นหลังภาวะถดถอยจากวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปี 2008 มากมายนัก

Advertisement

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลอย่าง “พอล ครุกแมน” ย้ำมาตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ตลาดหุ้นอเมริกันไม่ได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงใด ๆ กับการว่างงานของคนอเมริกันเป็นนับล้าน หรือแม้แต่กระทั่งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ใด ๆ ทั้งสิ้น

เหตุผลหนึ่งก็คือ ตลาดหุ้นสหรัฐในยามนี้ถูกผลักดัน ขับเคลื่อนด้วยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น แถมมูลค่าต่อบริษัทเหล่านี้ในตลาดหุ้นในเวลานี้ ไม่ได้แม้แต่จะสะท้อนจากผลกำไรในการประกอบการในยามนี้ของแต่ละบริษัทด้วยซ้ำไป

ครุกแมน ยกตัวอย่าง แอปเปิล อิงก์. ที่มีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้ให้เห็นว่าพี/อี เรโชของแอปเปิลอยู่ที่ 33 เท่า ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องลงทุน 33 ดอลลาร์ เพื่อให้ได้กำไร 1 ดอลลาร์ ใน 1 ปี

หรือมองอีกอย่างตามแนวทางของครุกแมนได้ว่า มีนักลงทุนเพียงแค่ราว 3% เท่านั้นที่ลงทุนในหุ้นแอปเปิลเพราะมองถึงความสามารถในการทำกำไรระยะสั้นเพียงปีเดียว

ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนเก็งกำไรในอีกหลายต่อหลายปีข้างหน้า คาดว่าแอปเปิลจะทำกำไรต่อ ๆ ไปและราคาหุ้นแอปเปิลจะทะยานต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต ซึ่งจริงหรือไม่ก็ไม่รู้

สาเหตุที่สำคัญก็คือ คนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินในมือไปลงทุนในอะไรสักอย่าง ซึ่งในยามนี้ไม่มีอะไรเหมาะสมกว่าหุ้นเทคโนโลยีอีกแล้ว ในเมื่อผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลก็อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับอัตราเงินเฟ้อที่คาดหวังอีกด้วย

ที่น่าคิดก็คือ ครุกแมนบอกว่า มูลค่าตลาดของแอปเปิลนั้น ยังไม่ “เอ็กซ์ตรีม” เท่ากับมูลค่าของบริษัท “อเมซอน” หรือ “เน็ตฟลิกซ์” ในตลาดในตอนนี้ด้วยซ้ำไป

หุ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ถูกผลักดันให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยนักลงทุนที่คาดหวังว่า บริษัทเหล่านี้จะ “ทำได้ดี” ในระยะยาว โดยไม่ใส่ใจปัญหาระยะสั้นที่เกิดขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำ ไม่มีความสำคัญใด ๆ ทั้งสิ้น สภาพเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ? และอย่างไร ?

ผู้รู้บอกว่า สภาพเช่นนี้จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อบรรดานักลงทุนได้ตระหนักในข้อเท็จจริงของพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่บอกพวกเขาได้ว่า สิ่งที่คาดหวังไว้นั้่น จะไม่เกิดขึ้น

นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า สภาพที่ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คือตัวอย่างของสถานการณ์ที่ว่านั้น

“แพทริค โอแฮร์” นักวิเคราะห์ประจำบรีฟฟิงดอทคอม เขียนบทวิเคราะห์เผยแพร่ออกมาก่อนหน้าที่ตลาดหุ้นจะร่วงลงอย่างหนัก เตือนไว้ว่า สารพันปัญหาที่น่าวิตกในเวลานี้ ตั้งแต่ปัญหาโควิด-19, การเลือกตั้ง, ความตึงเครียดกับจีน รวมถึงสภาวะ “หน้าผาการคลัง” กำลังทำให้ตลาดพลิกผันไปในทางตรงกันข้าม “เลิกล้อเล่นกับตัวเองเสียที”

ขณะที่ “ควินซี ครอสบี” หัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ของพรูเดนเชียล ไฟแนนเชียล เชื่อว่าภาวะรูดลงดังกล่าวเกิดจากปัญหานักลงทุนแห่กันเข้าไปซื้อหุ้นกัน “มากจนเกินไป” ในช่วงที่ผ่านมา

อีกหลายคนชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า อะไร ๆ ที่มันถูกดันขึ้นไปอย่างไร้เหตุผล ก็ต้องร่วงลงมามากแบบไร้เหตุผลเช่นเดียวกัน

หุ้นที่ร่วงลงหนักและเป็นตัวฉุดตลาดในครั้งนี้ก็คือ แอปเปิล อิงก์. ที่หายไปมากถึง 6.6%, อเมซอน 5.2% และไมโครซอฟท์ 5.6%

การกระหน่ำกันเทขายครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายตัวออกมา แสดงให้เห็นว่า ภาคบริการขยายตัวช้ากว่าที่คาดในเดือนสิงหาคม, ตัวเลขการปรับลดตำแหน่งงานในปีนี้จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกากลับมาขยายตัวสูงเกินคาดอีกครั้ง

อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงมากเป็นพิเศษ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในไตรมาสที่สองเป็นการขยายตัวติดลบมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ข้อมูลเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า การคาดการณ์ว่าบรรดาบริษัทอเมริกันทั้งหลายจะกลับมาทำกำไรเป็นล่ำเป็นสันกันในปีหน้านั้น

ห่างไกลความเป็นจริงเหลือเกิน