เงินจ๊าต เมียนมา
ชีพจรเศรษฐกิจโลก ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ความขัดแย้งทางการเมือง การช่วงชิงอำนาจการปกครองในเมียนมา ส่งผลให้สถานการณ์ในหลายเมืองใหญ่ของประเทศ ตกอยู่ในสภาพมิคสัญญี การเข่นฆ่าไล่ล่าสังหารกันเกิดขึ้นทุกวัน ราวกับกำลังอยู่ในสมรภูมิรบที่ต้องกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งให้หมดให้จงได้
จนถึงสัปดาห์นี้ผู้ประท้วงมือเปล่าไม่มีอาวุธถูกฆ่าไปแล้วอย่างน้อย 460 คน
ท่ามกลางกลียุคที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจของประเทศจมลึกลงไปในวิกฤตมากขึ้นทุกที
ประชาชนทั่วประเทศบอยคอตสินค้าที่ผลิตโดยกิจการธุรกิจที่อยู่ในความควบคุมของกองทัพ ตั้งแต่ เบียร์, บุหรี่ และเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากนั้นยังมีการนัดหยุดงานของข้าราชการในกระทรวงสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้ง กระทรวงการคลัง, กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายก็เพื่อขัดขวางธุรกิจของรัฐบาล ตัดรายได้ที่รัฐบาลทหารได้รับลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นักสังเกตการณ์หลายคนชี้ว่า เริ่มมีสัญญาณการขาดแคลนเงินสดในมือรัฐบาลทหารให้เห็นกันแล้ว หลังจากที่กองทัพล้มเหลวในความพยายามนำเงินก้อนโต 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่ฝากเอาไว้ในธนาคารกองทุนสำรองแห่งรัฐ สาขานิวยอร์ก เพราะถูกสหรัฐอายัดเอาไว้
เป็นเหตุให้ เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมาพยายามขายพันธบัตรรัฐบาล อายุ 5 ปี มูลค่า 200,000 ล้านจ๊าต แต่อีโคโนมิสต์บอกว่า มีผู้ซื้อเพียงรายเดียว ปริมาณที่ซื้อแค่ 1,700 ล้านจ๊าตเท่านั้น ในระดับดอกเบี้่ยแพงกว่าปกติอีกด้วย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยระบุเอาไว้ว่า เมียนมามีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่เพียง 6,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมทั้ง 1,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ด้วย
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เมียนมา ต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญหลายอย่างจากต่างประเทศ ตั้งแต่น้ำมันปรุงอาหาร ไปจนถึงน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง ในขณะที่ค่าเงินจ๊าตอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ
การลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเคยเป็นแหล่งที่มาสำคัญของเงินสกุลต่างประเทศหดหายไปจนหมด ในขณะที่การลอบวินาศกรรมด้วยการวางเพลิงเผาโรงงานที่พุ่งเป้าไปที่โรงงานจีนที่ผ่านมา ยิ่งทำให้สถานการณ์การลงทุนเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาในเวลานี้ การจัดทำงบประมาณของรัฐก็เป็นปัญหาใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน ไอเอ็มเอฟเคยประเมินเอาไว้ก่อนหน้าที่จะเกิดการยึดอำนาจขึ้นว่า ในปีนี้ งบประมาณของเมียนมาต้องติดลบสูงถึง 8.1 เปอร์เซ็นต์
เมื่อเกิดการยึดอำนาจขึ้น ขบวนการต่อสู้ด้วยอารยะขัดขืนของประชาชน ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศแทบจะหยุดนิ่ง ในขณะที่การปราบปรามการชุมนุมด้วยความรุนแรง ส่งผลให้บรรดาชาติสำคัญในตะวันตก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอังกฤษ ประกาศแซงก์ชั่นเป็นการลงโทษเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมียนมา อีโคโนมิก โฮลดิ้ง ลิมิเตด หรือเอ็มอีเอชแอล กิจการหลักของกองทัพที่มีบริษัทในเครือทำธุรกิจหลากหลาย ตกเป็นเป้าแซงก์ชั่นไปเต็ม ๆ คือบริษัทที่จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลเป็นอันดับ 2 ของประเทศ
ธนาคารเมียวดี หนึ่งในกิจการในเครือของเอ็มอีเอชแอล คือผู้เสียภาษีสูงสุดเป็นอันดับ 5 คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลทหารเมียนมากำลังขาดแคลนรายได้ไปเยอะมาก การจัดทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมเป็นหนทางแก้ก็จริง แต่การระดมทุนเพื่อสนับสนุนการขาดดุลที่ว่านี้ทำได้ไม่ง่ายนักแล้ว หากยึดเอากรณีการระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรก่อนหน้านี้เป็นอุทาหรณ์
ปัจจัยเหล่านี้อาจเพียงพอต่อการทำให้รัฐบาลทั่ว ๆ ไปถึงกับล้มทั้งยืนได้แล้ว แต่ไม่ใช่รัฐบาลทหารของเมียนมาอย่างแน่นอน
กองทัพเมียนมายังมีช่องทางหารายได้ทั้งที่ถูกกฎหมายและมิชอบด้วยกฎหมายอยู่บ้าง ตั้งแต่การพึ่งพารายได้จากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หรืออาจหันไปหาวิธีการเดิมในการหารายได้ นั่นคือเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากแก๊งผลิตและค้ายาเสพติด หรือแม้กระทั่งสั่งการให้ธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ดื้อ ๆ โดยไม่สนใจว่าจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อใหญ่หลวงตามมามากแค่ไหน
รวมทั้งการรีดเค้นค่าธรรมเนียมเอาจากประชาชนของตนเอง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นแล้วอย่างเช่น ค่าบริการสำหรับรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ที่เป็นกิจการของเอ็มอีเอชแอลเอง ขยับราคาขึ้นรวดเดียวเป็น 80,000 จ๊าตต่อเที่ยว สูงกว่าระดับราคาปกติถึง 8 เท่าตัว
ทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจขนานใหญ่ได้ ความเสี่ยงต่อการเกิดข้าวยากหมากแพงเพราะระบบเศรษฐกิจล่มสลายทวีสูงขึ้นตามลำดับ
ปัญหาก็คือสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้มีแต่จะก่อให้เกิดอันตรายขึ้นกับสามัญชนคนทั่วไปในเมียนมา มากกว่าที่จะกดดันจนทำให้กองทัพศิโรราบ
ประวัติศาสตร์หลายครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า กองทัพยินยอมให้เศรษฐกิจของชาติล่มสลายมากกว่าที่จะยอมวางมือจากอำนาจนั่นเอง