ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย 5 ทศวรรษเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงาน 8 เรื่องสะเทือนเศรษฐกิจโลก
“ประชาชาติธุรกิจ” โอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 “ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนักการทูต นักวิชาการ และอดีตรัฐมนตรีว่าการทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ-การเมืองไทยมากว่า 5 ทศวรรษ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “5 ทศวรรษเศรษฐกิจไทย Thailand Next” เพื่อมองเส้นทางที่ผ่านมาของเศรษฐกิจไทย และชี้ทิศทางการเดินในอนาคต
ในวาระดินเนอร์ทอล์กครั้งสำคัญนี้ มีนักธุรกิจ ECO บริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักการทูต นักการเมือง และนักวิชาการ เข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง อาทิ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จํากัด และ คุณปณต สิริวัฒนภักดี กรรมการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวมทั้ง นางธีรดา อําพันวงษ์ กรรมการ/ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอ.ซี.ซี. จํากัด (มหาชน) เป็นต้น
ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า ประชาชาติธุรกิจผ่านร้อนผ่านหนาวมา 50 ปี เป็นสื่อที่ช่วยชี้นำให้ข้อมูลสังคมไทย โดยยึดหลักคุณค่า 5 ด้านสำคัญในการเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นสะพานเชื่อมโลกธุรกิจสู่สังคมไทย
เป็นเวทีแห่งความคิดจากคอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้นำการจัดกิจกรรมสัมมนาระดับประเทศ และเป็นผู้บุกเบิก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) และธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ที่เน้นการเสนอข่าวสารเชิงสืบสวนวิเคราะห์เชิงลึก ที่ทำให้ผู้คนติดตามประชาชาติฯ มาตลอด 50 ปี
8 ประการ ความท้าทายโลก-ไทย
อดีตนักวิชาการด้านการทูต มองว่า 5 ทศวรรษข้างหน้าเศรษฐกิจไทย หรือ Thailand Next เป็นสิ่งที่พูดยากสุด สิ่งที่ท้าทายประเทศไทยมีทั้งหมด 8 ประการ
1.) Technology Disruption การเข้ามาของเทคโนโลยี AI เพราะปัจจุบันเรากำลังพูดกันว่าอะไรที่ AI ทำได้และคนทำได้ดีกว่า หรือทำอย่างไรจะทำให้ภูมิปัญญา ประสบการณ์ ความคิดเชิงวิพากษ์ของคนมาประกอบกับการใช้ AI เพราะเราเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ ณ วันนี้ แต่อนาคตไม่แน่ใจ
ฉะนั้นเรื่องสำคัญที่สุดเราต้องดีลกับเทคโนโลยีที่เข้ามาปั่นป่วนกับการทำธุรกิจ การศึกษา การทำงานอย่างไร เพราะหากไม่ทำประเทศอื่นจะทำแซงหน้าประเทศไทย และเมื่อทำแล้วหากจะปรับเปลี่ยนคนอย่างไร นี่เป็นเรื่องท้าทายอย่างมหาศาลสำหรับประเทศไทยจากนี้
2.) Demographic Disruption หรือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ ประเทศไทยก้าวเข้ามาถึงจุดสูงสุดของสังคมผู้สูงอายุ เห็นได้จากขณะนี้คนไทยอายุยืนมาก แต่การมีชีวิตอยู่แต่สามารถดูแลตัวเองได้นั้นไม่มาก ฉะนั้นต้องให้ช่องว่างระหว่างสองประเด็นนี้ลดลง เพราะเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาธุรกิจและทรัพยากรมนุษย์
3.) Pandemic Disruption โรคระบาด ประเทศไทยผ่านโควิด-19 มาแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็มีข่าวกำลังมีโรคใหม่ ๆ ก่อตัวขึ้นเสมอ ๆ ทำให้ปัญหาเดิมกลับมาสู่ประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลก ฉะนั้นต้องทำให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเสมอภาค รัฐต้องบริหารจัดการนำไปสู่การรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม
4.) Environmental Disruption หรือสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่กระทบทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร ประชาชน สำหรับประเทศไทยเห็นได้จากปัญหาฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วมภาคเหนือ มีผลต่อภาคท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
ฉะนั้นประเด็นนี้ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถป้องกันรองรับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศให้ได้ โดยใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการบูรณาการความรู้จากภาครัฐ เอกชน รวมทั้งสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเพื่อป้องกันชีวิต ทรัพย์สิน
“การจะเดินเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนี่จะเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป”
5.) Education Disruption การปั่นป่วนของโลกพลิกโฉมการศึกษา ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมานั่งคิดกันใหม่ เรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่าจะทำอย่างไร จะผลิตคนเหมือนเดิมแล้วไม่มีงานทำ หรือไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไปอย่างนี้อีกเท่าไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ภาคการศึกษามหาวิทยาลัยจะอยู่กันอย่างไร
ฉะนั้นเมื่อมหาวิทยาลัยมีหลายภาควิชา แต่ปัญหาโลกวันนี้มันข้ามศาสตร์หมดแล้ว ดังนั้นต้องหาวิธีทำให้สถาบันการศึกษาของไทยก้าวข้ามศาสตร์ต่าง ๆ การเรียนการสอนต้องเปลี่ยนใหม่ ต้องเรียนรู้จากสถานที่ทำงานจริง ไม่ใช่เรียนอยู่แต่ในห้องเรียน รวมถึงผู้สอนต้องเข้าใจอย่างแท้จริงเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตรงกับตลาดแรงงาน
6.) Energy Disruption การเปลี่ยนผ่านของระบบพลังงานโลก ถือเป็นเรื่องใหม่สุด เราเปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิล วันนี้หลายประเทศมุ่งกลับไปหาพลังงานทดแทนใหม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลและเอกชนต้องปรับตัวและให้ความสำคัญ
7.) ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจโลก การค้าโลกขณะนี้ถูกผู้นำสหรัฐทำลายระบบพหุภาคีการค้าโลกโดยสิ้นเชิงไม่มีการเจรจาบนเวทีโลก 190 ประเทศ ทุกอย่างเป็นทวิภาคี การเงินพูดถึงเงินดอลลาร์ลดลงแล้ว ไปพูดถึงสกุลเงินอื่น ๆ ในการค้าขาย ฉะนั้นระบบการเงินของประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่รู้เปลี่ยนผ่านไปทางไหน
8.) ภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองโลก มีการแข่งขันของชาติมหาอำนาจที่กดดันให้เราเลือกข้าง มีการเชื่อมโยงกันระหว่างแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคง กดดันทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เห็นตัวอย่างกรณีภาษีสหรัฐ ส่วนประเทศไทยก็เคยเจอช่วงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ถูกนำประเด็นมาตรการภาษีมากดดัน
วิกฤตพลังงาน-SMEs ล่มสลาย
ดร.สุรเกียรติ์สรุปว่า 8 ความท้าทายนี้ส่งผลกระทบต่อโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย เห็นได้จากวิกฤตพลังงาน ไทยได้รับผลกระทบเรื่องการขนส่ง การส่งออก ปุ๋ย เหล็ก เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต การท่องเที่ยว ฯลฯ คาดว่าลำดับต่อไปจะกระทบกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
“นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ที่มาร่วมงาน 50 ปีประชาชาติธุรกิจ ต้องหาทางแก้ไขผลกระทบทั้งเรื่องค่าครองชีพ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งมันน่าจะล่มสลาย หากไม่ทำอะไรเลยภายใน 2 เดือนข้างหน้า ท่ามกลางข้อจำกัดในเรื่องการคลัง การเงิน ซึ่งส่วนตัวมองว่า พ.ร.ก.กู้เงินเป็นเรื่องสำคัญ” นายสุรเกียรติ์กล่าวย้ำ
ส่วนจุดยืนความเป็นกลางของประเทศไทย ไม่เป็นคู่ขัดแย้ง ฉะนั้นเราต้องยืดหยุ่นและปรับตัวได้ เพราะประเทศมหาอำนาจใช้มาตรการฝ่ายเดียว ฉะนั้นไทยต้องทำตรงกันข้าม โดยหันไปใช้เวทีพหุภาคี อาทิ เวทีอาเซียน เวทีประชุมธนาคารโลกที่กำลังจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่ให้ประเทศต่าง ๆ หันมาพูดคุยกับประเทศไทย
ดร.สุรเกียรติ์ยืนยันด้วยประสบการณ์ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก แต่เป็นประเทศมีพลังความร่วมมือ”
ไม่มีสงครามใหญ่ แต่ก็ไม่มีสันติภาพ
ดร.สุรเกียรติ์ระบุว่า 8 เรื่องที่กล่าวข้างต้นเกิดขึ้นพร้อมกัน และเป็นเรื่องที่ท้าทายเรามานานแล้ว โลกนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ถ้าเรายังคิดว่าเมื่อหมดสงครามทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม คิดเช่นนั้นจะเป็นการมองโลกที่อันตรายอย่างยิ่ง
“เมื่อสงครามยุติวันนี้ผลกระทบจะอยู่กับเราอย่างน้อย 2 ปี ฉะนั้นเราต้องรับแรงกระแทกที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน เพราะตอนนี้สมมติฐานแม้จะไม่มีสงครามใหญ่ แต่ก็ไม่มีสันติภาพ ขอให้ดูแล้วกันว่าผลนี้จะกระทบเราอย่างไร”
ดร.สุรเกียรติ์ย้ำว่าเราต้องพร้อมรับแรงกระแทกจากผลกระทบนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่เปลี่ยนไปทุกวัน ฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าเวลานี้เพราะเป็นวิกฤตที่จะอยู่กับเรานานกว่าที่คิด
“วิกฤตนั้นเป็นตัวสั่งเราว่าต้องเปลี่ยนผ่านแล้ว ถ้าวิกฤตสั่งขนาดนี้ รัฐบาล ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคอุดมศึกษา หากยังนั่งอยู่เฉย ๆ คงไม่ต้องรอถึง 50 ปี อีก 5 ปีข้างหน้าก็จะเห็นหน้าเห็นหลังกันแล้ว”
ดร.สุรเกียรติ์ทิ้งท้ายว่า เราต้องยกเครื่องการผลิตทรัพยากรมนุษย์ เราต้องเป็นแพลตฟอร์มของการที่จะคิดว่าแล้วระเบียบโลกใหม่หน้าตาควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในจอเรดาร์ของโลก
“เราทำใจรับระเบียบโลกใหม่แล้วหรือยัง หรือยังคิดว่าสงครามหยุดวันนี้พรุ่งนี้ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม ซึ่งเป็นวิธีคิดที่อันตรายสุด ถ้าเราทำใจรับระเบียบโลกใหม่ได้แล้ว คำถามต่อไปก็คือว่าเรามียุทธศาสตร์ต่อระเบียบโลกใหม่แล้วหรือยัง ว่าแต่กระทรวง ทบวง กรม ภาครัฐ เอกชน ใครจะทำอะไร” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว