เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘กลุ่มวัธนเวคิน’ ขยับใหญ่ ทุ่ม 700 ล้าน ปักหมุด PADDIO บูมแลนด์แบงก์บางนา 400 ไร่
Real Estate ‘กลุ่มวัธนเวคิน’ ขยับใหญ่ ทุ่ม 700 ล้าน ปักหมุด PADDIO บูมแลนด์แบงก์บางนา 400 ไร่
สกสว.ผนึก DIP คิกออฟมหกรรมหนุนเชื่อมนวัตกรรมเพิ่มคุณค่างานวิจัย
Uncategorized สกสว.ผนึก DIP คิกออฟมหกรรมหนุนเชื่อมนวัตกรรมเพิ่มคุณค่างานวิจัย
สิ้นยุคหวานร้อย ต้องหวานน้อยเท่านั้น Grab บอกคนสั่ง ‘หวานน้อย’ เพิ่มขึ้น 50% กาแฟดำ-เคลียร์มัทฉะนำโด่ง
Business สิ้นยุคหวานร้อย ต้องหวานน้อยเท่านั้น Grab บอกคนสั่ง ‘หวานน้อย’ เพิ่มขึ้น 50% กาแฟดำ-เคลียร์มัทฉะนำโด่ง
ไปรษณีย์ไทยโชว์พลัง ‘ซูเปอร์ดาต้า’ พลิกบทบาทสู่ Lifestyle Logistics
Tech ไปรษณีย์ไทยโชว์พลัง ‘ซูเปอร์ดาต้า’ พลิกบทบาทสู่ Lifestyle Logistics
‘Spider-man: Brand New Day’ รายได้ทะลุ  3.3 หมื่นล้าน! ครองใจ Gen Z ชีวิต Coming of Age
Business ‘Spider-man: Brand New Day’ รายได้ทะลุ 3.3 หมื่นล้าน! ครองใจ Gen Z ชีวิต Coming of Age
ราคาทองวันนี้ (6 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,550 บาท
Pfizer เร่งพัฒนา ยาลดความอ้วน ‘berobenatide’ เทียบชั้น tirzepatide
Business Pfizer เร่งพัฒนา ยาลดความอ้วน ‘berobenatide’ เทียบชั้น tirzepatide
ส่องบิ๊กโปรเจกต์ 7.2 พันล้าน ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ปลุกความมั่นคงน้ำ EEC แต่ชนข้อกังวลสิ่งแวดล้อม
Politics ส่องบิ๊กโปรเจกต์ 7.2 พันล้าน ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ปลุกความมั่นคงน้ำ EEC แต่ชนข้อกังวลสิ่งแวดล้อม
ท่องเที่ยวเปลี่ยนเกมสู่ ‘Better Living’ BDMS ปั้นโมเดลเวลเนสกลางกรุง
Business ท่องเที่ยวเปลี่ยนเกมสู่ ‘Better Living’ BDMS ปั้นโมเดลเวลเนสกลางกรุง
วันแม่ ปี 2569 เงินสะพัด 1.11 หมื่นล้าน โตแผ่ว 0.7% คนรัดเข็มขัด-ลดเที่ยวต่างจังหวัด
Economic วันแม่ ปี 2569 เงินสะพัด 1.11 หมื่นล้าน โตแผ่ว 0.7% คนรัดเข็มขัด-ลดเที่ยวต่างจังหวัด
ดูทั้งหมด

ธปท.รับ “เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขึ้น” เพิ่มแรงกดดันหนี้เสีย

18 ส.ค. 2565 | 07:58น.
เงินเฟ้อ

ธปท. ยอมรับ “เงินเฟ้อ-ค่าครองชีพ-ดอกเบี้ย” กดดันหนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่ม เห็นสัญญาณลูกหนี้เก่า-ใหม่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ชี้รับมือได้ไม่เหมือนปี’40 มั่นใจมาตรการเพียงพอประคองได้ ยันแบงก์ชาติไม่ได้ห้ามแบงก์พาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ย เพียงแต่อยากเห็นทยอยปรับขึ้น

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 ปี 2565 ของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.88% จากไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 2.93% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวและการบริหารจัดการของธนาคารที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่สินเชื่อจับตาเป็นพิเศษ ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 6.09%

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกเอ็นพีแอลแต่ละกลุ่ม พบว่าสินเชื่อธุรกิจอยู่ที่ 2.96% แยกเป็นเอ็นพีแอลธุรกิจขนาดใหญ่ 2.09% และเอ็นพีแอลธุรกิจเอสเอ็มอี 7.04% ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคเอ็นพีแอลปรับลดลง ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 3.38% จาก 3.51% บัตรเครดิต 2.68% จาก 2.78% และ สินเชื่อส่วนบุคคล 2.35% จาก 2.49% ยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อทรงตัวอยู่ที่ 1.48%

“ยอมรับว่าจากสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่รวมปัจจัยด้านดอกเบี้ย เนื่องจากยังไม่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ โดย ธปท.เห็นสัญญาณลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือที่ออกไปแล้วกลับเข้ามาเพิ่มจำนวนหนึ่ง รวมถึงลูกหนี้รายใหม่ที่รายได้ยังไม่กลับมาเต็มที่ แต่โดนผลกระทบทำให้เข้ารับการช่วยเหลือเพิ่มเติม”

โดยปัจจุบันลูกค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ ณ เดือน พ.ค. 2565 อยู่ที่ 3.84 ล้านบัญชี แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์) 1.59 ล้านบัญชี และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) 2.25 ล้านบัญชี

โดยมียอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 2.90 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นของธนาคารและน็อนแบงก์ 1.94 ล้านล้านบาท และ SFIs 9.6 แสนล้านบาท

“ธปท.มองว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่การปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นแบบค่อย ๆ มา ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ได้รับผลกระทบจากโควิดหนักกว่านี้ ก็สามารถควบคุมเอ็นพีแอลไว้ได้ คงไม่ได้ตกหน้าผา หรือเกิดขึ้นแบบตูมตามเหมือนในปี 2540 ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่มีอยู่ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ยั่งยืน มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และคลินิกแก้หนี้ เหล่านี้จะเป็นการช่วยชะลอการไหลของหนี้ก่อนจะเป็นเอ็นพีแอล หรือการแก้หนี้เอ็นพีแอลด้วย”

สำหรับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น มองว่า กนง.มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เพื่อดูแลเงินเฟ้อ ซึ่ง ธปท.ไม่ได้ห้ามธนาคารพาณิชย์ส่งผ่านดอกเบี้ย แต่อยากให้เป็นการทยอยปรับเพิ่มขึ้น เพื่อลดทอนผลกระทบ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมดูแลกลุ่มเปราะบางรายย่อย และธุรกิจเอสเอ็มอี

และหากดูผลกระทบภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อสูงถึง 3.6% แต่หากดูผลกระทบดอกเบี้ย 1% ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยขึ้นเพียง 0.25% ค่าใช้จ่ายครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นราว 0.5% เช่น ครัวเรือนกู้เงิน 1 ล้านบาท ภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 2,500 บาทต่อปี หรือคิดเป็น 208 บาทต่อเดือน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ในส่วนสินเชื่อรายย่อย พบว่าสัดส่วนประมาณ 60% จะอิงดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เช่น สินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต และเช่าซื้อ ซึ่งจะมีบางส่วนที่อิงดอกเบี้ยลอยตัว แต่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่เหลือประมาณ 40% จะเป็นกลุ่มดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งอาจจะกระทบในส่วนของลูกหนี้รายใหม่ที่ได้รับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

“ธปท. ไม่ได้บังคับธนาคารปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของแต่ละธนาคาร รวมทั้งกลไกตลาดและกลยุทธ์ทางธุรกิจ และหากดูกลุ่มลูกหนี้ K ขาบนก็ปรับดีขึ้น ซึ่งอาจจะมีกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอีที่เราพยายามผลักดันให้เจ้าหนี้เร่งช่วยเหลือ” นางสาวสุวรรณีกล่าว

ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวด้วยว่า ณ สิ้นไตรมาส 2 ระบบแบงก์พาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 3,076,600 ล้้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 19.6% เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 909,600 ล้านบาท

โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 166.6% และ อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (LCR) อยู่ที่ 185.5%