Skip to content

มิคาอิล กอร์บาชอฟ : ผู้นำสหภาพโซเวียตที่ช่วยปิดม่านสงครามเย็น

01 ก.ย. 2565 | 00:44น.
มิคาอิล กอร์บาชอฟ : ผู้นำสหภาพโซเวียตที่ช่วยปิดม่านสงครามเย็น

นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ เป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้นำคนสุดท้ายที่เป็นสักขีพยานการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่ยืนยงมานานเกือบ 70 ปี มีพื้นที่มหาศาลครอบคลุมเอเชียและยุโรปตะวันออก

การล่มสสายของสหภาพโซเวียตไม่ใช่สิ่งที่เขาประสงค์ ตอนที่เริ่มแผนปฏิรูปในปี 1985 สิ่งที่เขาต้องการคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง และยกเครื่องการเมืองเสียใหม่

Mikhail Gorbachev

แต่ความพยายามของเขากลับกลายเป็นต้นตอของเหตุการณ์มากมายที่นำมาสู่จุดสิ้นสุดของการปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ไม่เพียงแต่ในสหภาพโซเวียต แต่รวมถึงรัฐบริวารอื่น ๆ ด้วย

นายกอร์บาเชฟ เกิดวันที่ 2 มี.ค. 1931 ในเมืองสตัฟโรปอล ทางตอนใต้ของรัสเซีย พ่อแม่ของเขาทำงานในพื้นที่การเกษตร ตัวเขาในวัยเด็กช่วยงานพ่อแม่ รวมถึงเคยเป็นคนบังคับเครื่องเก็บเกี่ยวนวดด้วย

เขาศึกษาจบมหาวิทยาลัยแห่งมอสโกในปี 1955 ซึ่งขณะนั้นเขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว

Gorbachev as a child

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อเขากลับภูมิลำเนาในสตัฟโรปอลพร้อมภริยา ไรซา เขาก็ไต่เต้าขึ้นมามีบทบาทต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

นายกอร์บาชอฟเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ของพรรค ที่ทนไม่ได้กับผู้นำพรรคที่แก่ชรา และยึดติดกับแนวความคิดเดิม ๆ

ในปี 1961 เขาเป็นเลขาธิการสันติบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ และกลายเป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ

บทบาทในฐานะผู้บริหารด้านการเกษตรเปิดโอกาสให้เขาได้ริเริ่มนำนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาใช้ และเมื่อประกอบกับสถานะของเขาภายในพรรค ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลของภูมิภาคบ้านเกิด

สายเลือดคอมมิวนิสต์ใหม่

จนถึงปี 1978 เขาเดินทางไปมอสโกในฐานะเลขาธิการด้านเกษตรของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ และต่อมาอีกเพียง 2 ปี เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกโปลิตบูโร หรือคณะกรรมการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์

ในสมัยที่ นายยูริ อันโดรปอฟ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ กอร์บาชอฟเดินสายเยือนต่างประเทศบ่อยครั้ง รวมถึงการเดินทางเยือนกรุงลอนดอน ของสหราชอาณาจักร ในปี 1984 และหารือกับนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แทตเชอร์

ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี นางแทตเชอร์ยอมรับว่า รู้สึกเห็นความหวังถึงอนาคตความสัมพันธ์กับโซเวียต

“ฉันชอบกอร์บาชอฟ…เราทำธุรกิจด้วยกันได้” นางแทตเชอร์ กล่าว

Mikhail Gorbachev & Margaret Thatcher

ที่มาของภาพ, Getty Images

จึงไม่แปลกที่เป็นที่คาดการณ์ว่า นายกอร์บาชอฟจะสืบทอดอำนาจต่อจากอันโดรปอฟ ซึ่งภายหลังถึงแก่อสัญกรรมในปี 1984 แต่กลับกลายเป็น นายคอนสแตนติน เชอร์เนนโก ที่ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคฯ แทน

แต่ในเวลา 1 ปีต่อมา นายเชอร์เนนโกก็ถึงแก่อสัญกรรม ทำให้นายกอร์บาชอฟ ซึ่งถือเป็นสมาชิกโปลิตบูโรที่อายุน้อยที่สุด ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ต่อ และถือเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คนแรก ที่เกิดหลังการปฏิวัติปี 1917 โดยถูกมองว่าเป็นผู้นำเลือดใหม่

การแต่งกายที่มีสไตล์ของนายกอร์บาชอฟ ท่าทีเปิดกว้าง และเป็นคนตรง ถือว่าสวนทางเลขาธิการพรรคฯ คนก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง ส่วนภริยาของเขา ไรซา ก็มีภาพลักษณ์เหมือนสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอเมริกา มากกว่าภริยาของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์

ตลาดเสรี

ภารกิจแรกในฐานะผู้นำโซเวียต คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ใกล้ล่มสลาย

นายกอร์บาชอฟเข้าใจว่าจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจจากฐานรากของตัวพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อทำให้แผนปฏิรูปประสบผลสำเร็จ

การปฏิรูปเหล่านี้ เรียกกันว่า “เปเรสตรอยคา” (perestroika) ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงและการปรับโครงสร้าง และ “กลัสนอสต์” (glasnost) ซึ่งหมายถึง การเปิดกว้างและเสรีภาพในการพูด

นายกอร์บาชอฟไม่ได้ต้องการแทนที่ระบบเศรษฐกิจที่ควบคุมโดยรัฐ ด้วยตลาดเสรี โดยเขาปราศรัยยืนยันถึงจุดนี้ต่อผู้แทนพรรคในปี 1885 ว่า “พวกคุณอาจมองว่าตลาดเสรีคือ ตัวช่วยชีวิตเศรษฐกิจ แต่เพื่อนร่วมชาติเอ๋ย คุณไม่ควรไปคิดถึงตัวช่วย แต่คิดถึงเรือ และเรือลำนั้นคือ สังคมนิยม”

อาวุธอีกอย่างของเขาเพื่อจัดการกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คือ ประชาธิปไตย และสมัยของกอร์บาชอฟ ได้เกิดการเลือกตั้งครั้งแรกขึ้น เพื่อเลือกสมาชิกสภาประชาชน

บททดสอบที่ท้าทายที่สุด

การผ่อนคลายระบอบที่เจ้าระเบียบและกดขี่ กลับสร้างรอยร้าวในหมู่เชื้อชาติที่หลากหลายที่ประกอบรวมกันเป็นสหภาพโซเวียต และนำไปสู่การจลาจลใหญ่ในคาซัคสถานในเดือน ธ.ค. ปี 1986

นายกอร์บาชอฟต้องการยุติสงครามเย็น โดยเขาประสบความสำเร็จในการเจรจาและบรรลุสนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลางกับประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ

นายกอร์บาชอฟได้รับเสียงชื่นชมในการยุติสงครามเย็น และหยุดยั้งภัยคุกคามจากการเผชิญหน้าทางอาวุธนิวเคลียร์ ด้วยการปรับปรุงความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก

ทว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปรับปรุงความสัมพันธ์นี้ ก็ทำให้พลเมืองโซเวียตได้ตระหนักว่าชีวิตของพวกเขาย่ำแย่เพียงใดเมื่อเทียบกับคนประเทศอื่น ๆ

นายกอร์บาชอฟได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในต่างประเทศ แต่กลับเผชิญเสียงวิจารณ์ในประเทศของตัวเอง

Mikhail Gorbachev & Ronald Reagan

ที่มาของภาพ, Getty Images

แต่กระนั้น บททดสอบที่ท้าทายที่สุดมาจากเหล่าประเทศที่ถูกสหภาพโซเวียตผนวกรวมอย่างไม่จำยอม

นโยบายเปิดกว้างและผลักดันประชาธิปไตยของนายกอร์บาชอฟ ทำให้ประเทศเหล่านี้เรียกร้องเอกราช ซึ่งในช่วงแรกเริ่มนั้น เขาตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้ากำราบ

การแตกร้าวสหภาพโซเวียตเริ่มจากสาธาณรัฐบอลติกในทางตอนเหนือก่อน ตามมาด้วย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ก่อนขยายไปถึงเหล่าพันธมิตรของสนธิสัญญาวอร์ซอของรัสเซีย

สถานการณ์ถึงจุดยอดสุดในวันที่ 9 พ.ย. ปี 1989 ภายหลังประชาชนในเยอรมนีตะวันออก ซึ่งถือเป็นรัฐบริวารของโซเวียตที่สุดโต่งมากที่สุด ได้รับอนุญาตให้ข้ามไปฝั่งเบอร์ลินตะวันตกได้อย่างเสรี

ณ จุดนั้น นายกอร์บาชอฟตัดสินใจไม่ส่งรถถังเข้าแทรกแซง แต่กลับประกาศว่า การรวมชาติของเยอรมนี เป็นกิจการภายในของเยอรมนีเอง

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1990 ต่อ “บทบาทของเขาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก”

พอถึงเดือน ส.ค. ปี 1991 เหล่าผู้นำชาตินิยมในกรุงมอสโกทนต่อการกระทำของนายกอร์บาชอฟไม่ได้อีกต่อไป จัดการรัฐประหารและควบคุมตัวเขา ในช่วงที่กำลังพักผ่อนในทะเลดำ

นายบอริส เยลต์ซิน เลขาธิการพรรคประจำกรุงมอสโก ได้ใช้โอกาสนี้ ยุติการรัฐประหาร จับกุมผู้ประท้วง และถอดอำนาจทางการเมืองของนายกอร์บาชอฟทั้งหมด เพื่อแลกกับอิสรภาพ

Protests in 1991. The coup in that year signalled the end of Gorbachev's time in power

6 เดือนต่อมา นายกอร์บาชอฟหายไปจากวงการการเมืองพร้อมกับการล่มสลามของสหภาพโซเวียต พรรคคอมมิวนิสต์กลายเป็นองค์กรผิดกฎหมาย ส่วนประเทศเกิดใหม่ คือ รัสเซีย ก็ต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน

ช่วงปีหลังของนายกอร์บาชอฟ

เขาพยายามแสดงความคิดเห็นและมีบทบาทในทางการเมืองรัสเซียและนานาชาติ แต่ชื่อเสียงของเขาในต่างประเทศ กลับมากกว่าความนิยมในประเทศ

เห็นได้จากความพยายามกลับสู่ตำแหน่งผู้นำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซีย ปี 1996 เขาได้รับคะแนนเสียงไม่ถึง 5%

ช่วงทศวรรษที่ 1990 เขาเข้าร่วมในเครือข่ายวิทยากรสากล และยังติดต่อกับเหล่าผู้นำโลก ทำให้ยังถูกมองเป็นวีรบุรุษสำหรับประชาชนที่ไม่ใช่ชาวรัสเซีย คว้ารางวัลและเกียรติยศไปมากมาย

แต่บทบาททางการเมืองที่หายไป ยังไม่เลวร้ายเท่ากับการเสียภริยาคู่ชีวิต ไรซา ในปี 1999 จากโรคลูคีเมีย

Raisa & Mikhail Gorbachev

ที่มาของภาพ, Getty Images

ต่อมาวันที่ 30 ส.ค. ปีนี้ (2022) นายกอร์บาชอฟ ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 91 ปี ในฐานะผู้นำคนสุดท้ายแห่งสหภาพโซเวียต

ร่างของนายกอร์บาชอฟจะถูกฝังที่สุสานในกรุงมอสโก สุสานเดียวกับที่ฝังร่างของบุคคลสำคัญรัสเซียหลายคน โดยร่างของเขาได้รับการฝังไว้ข้าง ๆ กับสุสานของไรซา ภริยารักของเขา

…..

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สหภาพโซเวียต