เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กลุ่ม “ปิยะสมบัติกุล” ลงขัน “ชาลี โสภณพนิช ”ทุ่ม 2 หมื่นล้านซื้อที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์”
Real Estate กลุ่ม “ปิยะสมบัติกุล” ลงขัน “ชาลี โสภณพนิช ”ทุ่ม 2 หมื่นล้านซื้อที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์”
จาก ‘6 ตุลา 2519’ ถึงวันนี้ กับเพลงที่ถามว่า ‘คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร’
Columns จาก ‘6 ตุลา 2519’ ถึงวันนี้ กับเพลงที่ถามว่า ‘คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร’
หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
เศรษฐกิจภูมิภาค หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
Tech ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
“น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
HR “น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
Biz Movement เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
Finance หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
Automotive กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
Politics รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
ดูทั้งหมด

เที่ยวพระนครย้อนอดีต สมัยรัชกาล 5-รัชกาล 6 ใน 1 วัน

22 ก.ย. 2565 | 17:28น.
หอวชิราวุธานุสรณ์

เที่ยวพระนครตะลอนสยามอารยะ เชื่อมโยงอดีตสมัย ร.5-ร.6 ผ่านการชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร ใน 1 วัน

วันที่ 22 กันยายน 2565 ดีไลฟ์ ประชาชาติธุรกิจ พาทุกคนร่วมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร เพื่อย้อนเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศให้เป็นอารยะในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 6

หอวชิราวุธานุสรณ์ เทิดพระเกียรติ ร.6

เริ่มต้นทริปด้วยสถานที่แรก หอวชิราวุธานุสรณ์ ก่อตั้งโดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นผู้รับใช้รัชกาลที่ 6 เนื่องจากเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาองค์เดียวของรัชกาลที่ 6 มีดำริว่าการสร้างแต่อนุสาวรีย์นั้นไม่เพียงพอ จึงสร้างหอวชิราวุธานุสรณ์ขึ้นในบริเวณหอสมุดแห่งชาติเพื่อเทิดพระเกียรติและเป็นที่ค้นคว้าหาความรู้ของประชาชน

หอวชิราวุธานุสรณ์

โดยโถงชั้นแรกของหอวชิราวุธานุสรณ์เป็นห้องอัศวพาหุ ประดิษฐานพระบรมรูปหุ่นฉลองพระองค์เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธ ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญที่รัชกาลที่ 6 นำพาสยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และอยู่ฝ่ายที่ชนะ ทำให้ประเทศไทยยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้

ขึ้นมาชั้นที่ 2 เป็นห้องสมุดรามจิตติ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับการค้นคว้าเกี่ยวกับรัชสมัยของพระองค์ ไฮไลต์ของห้องนี้คือ การเก็บรวบรวมหนังสือส่วนพระองค์ไว้ โดยมีทั้งเรื่องการเมืองและการปกครองที่พระองค์สนใจ และยังมีหนังสือรวบรวมนามสกุลที่พระองค์พระราชทาน 6,432 นามสกุล

เนื่องจากการมีนามสกุลนั้นเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 6 หากผู้ที่มาสืบค้นและพบว่านามสกุลของตนเป็นนามสกุลพระราชทาน ทางหอวชิราวุธานุสรณ์ก็จะออกใบรับรองให้ นอกจากนี้ ยังมีการจำลองห้องทรงพระอักษร จัดแสดงพระบรมรูปหุ่นในท่าประทับนั่งบนโต๊ะเขียนหนังสือด้วย

หอวชิราวุธานุสรณ์

ถัดมาเป็นห้องพระบรมราชะปะทรรศนีย์ ที่รวบรวมพระราชกรณียกิจในรัชสมัยของพระองค์ผ่านพระบรมรูปหุ่นจำลองในอิริยาบถต่าง ๆ โดยเริ่มที่พระบรมรูปหุ่นฉลองพระองค์ในเครื่องแบบนายพลเอกพิเศษแห่งกองทัพบกอังกฤษที่ทรงสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์วิกตอเรียชั้นอัศวิน ซึ่งในเวลาถัดมาพระองค์ก็ถวายพระยศนายพลเอกพิเศษแห่งกองทัพบกสยามกลับไปให้พระมหากษัตริย์อังกฤษที่เป็นประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น ทำให้พระองค์มีพระราชดำรัสว่า “ราคาไทยนั้นสูงขึ้น” ซึ่งหมายถึงสยามนั้นเปรียบได้กับประเทศที่เป็นอารยะ

จุดเด่นของห้องนี้คือพระบรมรูปหุ่นตอนงานบรมราชาภิเษกสมโภช ซึ่งมีการเชิญพระราชวงศ์และผู้นำจากประเทศต่าง ๆ มารวมกันมากที่สุดและเป็นครั้งแรกในเอเชียถึง 26 ประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีพระบรมรูปหุ่นที่ฉลองพระองค์ในเครื่องแบบต่าง ๆ ที่กำลังปฏิบัติพระราชกรณียกิจ อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการทหารจากหุ่นฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารทั้งของไทยและต่างประเทศ พระราชกรณียกิจด้านกองเสือป่า และการค้นหาประวัติศาสตร์ของชาติจากพระบรมรูปหุ่นที่กำลังขุดค้นทางโบราณคดี

พร้อมกับมีส่วนจัดแสดงพระบรมราชะปะทรรศนีย์ยังมีห้องแยกอีกห้องหนึ่งที่จัดแสดงด้วยภาพ โดยเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจในสมัยนั้นโดยเฉพาะ

ร้านเซ่งชง ตัดฉลองพระบาท ร.6

หลังจากที่ได้ชมสถานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์แบบจริงจังไปแล้ว ถัดมาเป็นสถานที่ซึ่งบอกเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ ได้แก่ ร้านเซ่งชง ร้านเครื่องหนังยุคแรกที่เปิดกิจการมานานกว่า 130 ปี โดยตระกูล “ประดิษฐบาทุกา” ที่เป็นผู้ตัดฉลองพระบาทให้กับรัชกาลที่ 6 อีกทั้งยังทำเครื่องหนังให้กับกองเสือป่า กองทหารม้าแห่งกองทัพบกสยาม และถวายงานแก่ราชสำนักในพระราชพิธีต่าง ๆ

ร้านเซ่งชง

คุณอาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา ทายาทรุ่นที่ 4 กล่าวว่า ร้านนี้เปิดบริการโดยคุณทวดเซ่งชง แซ่หลิว ตั้งแต่ปี 2435 ที่เดินทางมาจากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ตระกูลของเราทำรองเท้าและเครื่องหนังเรื่อยมา จนกระทั่งได้รับพระราชทานตราตั้งในปี 2462 และคุณทวดได้รับพระราชทานราชทินนามเป็นหลวงประดิษฐบาทุกา เราจึงนำมาใช้เป็นนามสกุล

กลุ่มชาวจีนที่อพยพมาไทยดังกล่าวคือกลุ่มจีนแคะ ซึ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่ต้องเดินทางอพยพอยู่ตลอด จุดเด่นอย่างหนึ่งคือต้องมีการทำเครื่องหนังเพื่อใช้ในการเดินทางตลอดเวลา ในส่วนของร้านเซ่งชงถือเป็นนวัตกรรมใหม่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทำรองเท้าหนังให้กับคนในบังคับของประเทศต่าง ๆ ที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสยาม และคนในราชสำนักจึงเริ่มได้มีโอกาสสวมใส่

ร้านเซ่งชง

เอกลักษณ์ในการผลิตรองเท้าของหลวงประดิษฐบาทุกาคือ มีวิธีการตัดเย็บที่ได้ขนาดพอดีเท้า สวมใส่แล้วไม่แน่นจนเกินไป จนกระทั่งเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ 6 และเกิดเป็นการตัดเย็บแบบฝรั่งรวมถึงแบบแฟชั่นขึ้นมาในภายหลัง ที่สำคัญคือในงานพระบรมศพของรัชกาลที่ 9 ร้านเซ่งชงได้รับมอบหมายให้ตัดเครื่องหนัง ทั้งอานม้าและชุดหนังทั้งหมดของข้าราชการในครั้งนั้น กล่าวได้ว่ายังคงรับใช้ราชสำนักมาจนปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ผ่านการตัดฉลองพระบาทของร้านเซ่งชง ถือเป็นเกร็ดความรู้อีกมุมหนึ่งที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นอารยะได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสมัยก่อนคนไทยนั้นยังไม่ค่อยใส่รองเท้า เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง แต่เมื่อวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามา ร้านเซ่งชงจึงเป็นเจ้าแรกที่เริ่มการผลิตภายในประเทศให้แก่คนต่างชาติและคนในราชสำนัก

จากเรือนโบราณสู่โรงแรมเดอะ ระวีกัลยา แบงค็อก

สถานที่ถัดมาอยู่ไม่ไกลกันมากนักคือ โรงแรมเดอะ ระวีกัลยา แบงค็อก ซึ่งเป็นเรือนโบราณของคุณทัต พึ่งบุญ ณ อยุธยา ผู้อภิบาลพระมหากษัตริย์ หรือแม่นมของรัชกาลที่ 6 และเป็นมารดาของเจ้าพระยารามราฆพ และพระยาอนิรุทธเทวาที่เป็นมหาดเล็กใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 6 มาตั้งแต่วัยเยาว์

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานที่ดิน ซึ่งเป็นผืนเดียวกับวังเทเวศร์ให้หลังจากที่พระองค์ได้เป็นมกุฎราชกุมารแล้ว

เนื่องจากพระนมทัตเป็นคนเรียบง่าย อาคารหลังนี้จึงมีรูปแบบที่เรียบง่ายไม่ได้ต่างจากเรือนของขุนนางชั้นผู้ใหญ่มากนัก ซึ่งเป็นอาคารสมัยใหม่ผสมผสานกับของไทยเป็นศิลปะแบบนีโอคลาสสิก โดยอาคารนี้ได้รับการปรับปรุงในปี 2560 และได้รับชื่อว่า “ระวีกัลยา” ซึ่งมาจากบทพระราชนิพนธ์มัทนะพาธา ในรัชกาลที่ 6

โรงแรมเดอะ ระวีกัลยา แบงค็อก

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษจาก ครูเอ๋ ทิวาพร เสกตระกูล ผู้แทนครูภูมิปัญญาท้องถิ่น เจ้าของแบรนด์เทวาภิรมย์ ที่มาสาธิตการทำน้ำปรุง ซึ่งเป็นเครื่องหอมของไทยในสมัยโบราณ ที่ผ่านกระบวนการหลากหลายในการสกัดกลิ่นจากดอกไม้หรือใบไม้ต่าง ๆ และเมื่อก่อนจะใช้ภายในราชสำนักหรือชนชั้นสูงเท่านั้น เดิมทีเจ้านายจะนิยมใช้น้ำอบไทย แต่เมื่อชาวตะวันตกเริ่มเข้ามาติดต่อกับสยามมากขึ้นจึงได้มีการนำน้ำหอมเข้ามาด้วย ในหมู่เจ้านายจึงเริ่มนิยมใช้น้ำหอมกันมากขึ้น

ด้วยความที่วิถีชีวิตและสภาพอากาศของไทยไม่เหมือนตะวันตก น้ำหอมต่างชาติจึงไม่ค่อยเหมาะกับคนไทยนัก แต่เนื่องจากภูมิปัญญาของคนไทยในอดีตโดยเฉพาะเจ้านายผู้หญิงในราชสำนักจึงได้คิดค้นน้ำปรุงสูตรต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยการผสมผสานวิธีของคนไทยและชาวต่างชาติ

การทำน้ำปรุง

น้ำหอมฝรั่งเมื่อฉีดแล้วกลิ่นจะอยู่ทนข้ามคืน คนไทยในสมัยโบราณจึงคิดหาวิธีทำให้น้ำปรุงของตนมีกลิ่นที่ติดทนเช่นนั้นบ้าง แม้จะไม่นานเท่าแต่ก็ถือว่าไม่อายชาวตะวันตก ด้วยการใช้น้ำมันจากชะมดเช็ด ที่มีคุณสมบัติเป็นตัวตรึงกลิ่นในน้ำปรุง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและวิธีจากธรรมชาติทำให้น้ำปรุงของไทยมีกลิ่นหอมติดทนนาน

การทำน้ำปรุงถือเป็นอีกมุมหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าไทยเรารับวัฒนธรรมจากต่างชาติและนำมาปรับใช้ให้เป็นของตัวเองเพื่อให้มีวัฒนธรรมหรือความสุนทรีย์ที่ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ นอกจากนี้น้ำปรุงยังถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเจ้านายแต่ละพระองค์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้านายและลูกหลานรวมถึงขุนนางในราชสำนักจะนิยมใช้น้ำหอมประจำพระองค์ ทำให้แต่ละตำหนักจะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

บ้านพิบูลธรรม อาคารสองแผ่นดิน

สถานที่ถัดมาคือบ้านพิบูลธรรม อาคารที่สร้างในรอยต่อของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ซึ่งมีสองอาคาร ออกแบบอย่างศิลปะนีโอคลาสสิกและอิตาลีเรอเนสซองส์ โดยมีนายแอร์โกเล มันเฟรดี (เอกฤทธิ์ หมั่นเฟ้นดี) เป็นผู้ออกแบบ และนายคาร์โล ริโกลี วาดภาพสีปูนเปียกบนผนังและเพดาน โดยปัจจุบันอยู่ในพื้นที่และความดูแลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน

บ้านพิบูลธรรม

รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานให้กับเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี หรือ หม่อมหลวงปุ้ม มาลากุล โดยในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงวัง หรือสำนักพระราชวังในปัจจุบัน ซึ่งสัญลักษณ์กระทรวงวังในอดีตเป็นรูปโคหรือพระนนทิการ เดิมทีบ้านนี้จึงถูกเรียกว่าบ้านนนที และมีศีรษะวัวประดับอยู่บริเวณหน้าบ้าน

จุดเด่นในอาคารแรกคือ บนเพดานห้องโถงมีการวาดลายนกกรวิกแบบฝรั่งที่หาชมไม่ได้จากที่อื่น ซึ่งมีความงดงามมาก แต่เกิดความเสียหายไปมากจากการทิ้งระเบิดในสงครามมหาเอเชียบูรพา เพราะบ้านหลังนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟหัวลำโพง ภายหลัง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับซื้อบ้านหลังนี้และนำมาซ่อมแซมพร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านพิบูลธรรม ในปี 2498 และเป็นที่รับรองบุคคลสำคัญรวมถึงแขกบ้านแขกเมืองในสมัยนั้นด้วย จากนั้นถึงขายให้กรมพลังงานใช้เป็นอาคารสำนักงานในปี 2502

ในส่วนของอาคารหลังที่ 2 รัชกาลที่ 6 ทรงมีรับสั่งให้สร้างอาคารขึ้นใหม่แก่หม่อมหลวงปุ้ม มาลากุล ให้สมฐานะที่เป็นเสนาบดีกระทรวงวัง ซึ่งยังคงสัญลักษณ์โคไว้เหมือนอาคารหลังแรก รวมถึงมีภาพวาดบนผนังและเพดานในลักษณะเดียวกัน โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ห้องโถงหลักซึ่งมีรูปวาดบนเพดานเป็นลายนกสดายุที่มาปราบทศกัณฐ์ขณะกำลังลักพาตัวนางสีดา สื่อความหมายว่า นกสดายุเป็นผู้คุ้มครองและป้องกันเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ให้พ้นจากทุกข์และภัยร้าย ซึ่งก็คือหน้าที่ของเสนาบดีกระทรวงวังนั่นเอง

บ้านพิบูลธรรม

ทั้งนี้ ภาพทศกัณฐ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นศีรษะโขน แต่เป็นหน้าคนจริง ๆ ซึ่งเกิดจากจินตนาการของผู้วาดที่เป็นหลักเรียลลิสติกของชาวตะวันตก และเลือกใช้ตอนในรามเกียรติ์ที่ไม่ค่อยมีผู้ใดใช้นัก ซึ่งแสดงถึงความทันสมัยในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน

พาทัวร์สถานีรถไฟกรุงเทพ

สถานที่สุดท้ายคือพิพิธภัณฑ์รถไฟไทย สถานีรถไฟกรุงเทพ ซึ่งนำชมโดยว่าที่ ร.ต.ปิติพนธ์ ศรีอุ้มสุข พนักงานเดินรถ 6 งานรถโดยสารฝ่ายบริการโดยสาร รองแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย 2013 โดยสถานีรถไฟกรุงเทพสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ลักษณะอาคารของสถานีออกแบบด้วยศิลปะตะวันตกอย่างอิตาเลียนเรอเนสซองส์ ซึ่งรูปแบบจะไม่ชัดเจนตายตัว ของเก่าที่ดีจากกรีกโรมันก็นำเอามาใช้ด้วย เช่น เสาเซาะร่องแบบไอโอนิก และตัวอาคารยังมีการเสริมด้วยศิลปะแบบอาร์กซึ่งมีจุดเด่นเป็นความโค้งหรือครึ่งวงกลมด้วย

พิพิธภัณฑ์รถไฟไทย สถานีรถไฟกรุงเทพ

การรถไฟไทยนั้นเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้ก่อตั้งกิจการรถไฟขึ้นเมื่อปี 2433 สายแรกคือกรุงเทพ-นครราชสีมา และวันที่ 26 มีนาคม 2439 ได้มีการเปิดการเดินรถสายแรกขึ้นจากกรุงเทพไปอยุธยา จึงถือเอาวันนั้นเป็นวันสถาปนาการรถไฟเรื่อยมา

ในพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมสิ่งของต่าง ๆ ของการรถไฟที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน อาทิ หมวกนายสถานีรถไฟที่ทำจากหนังช้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เครื่องครัวของกรมรถไฟหลวง เช่น กระติกใส่น้ำแข็ง และเครื่องเงิน เป็นต้น เครื่องตีตั๋วและตั๋วในยุคต่าง ๆ อุปกรณ์สื่อสารในกิจการรถไฟสมัยก่อนอย่างโทรเลข วิทยุสื่อสาร และเครื่องตราทางสะดวกที่เป็นหลักสำคัญของการจัดการเดินรถระหว่างสถานี และมีป้ายเตือนอันตรายจากรถไฟในสมัยก่อนด้วย

พิพิธภัณฑ์รถไฟไทย สถานีรถไฟกรุงเทพ

การริเริ่มกิจการรถไฟขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือเป็นการพัฒนาประเทศสู่ความเจริญอย่างแท้จริง ทั้งทำให้เกิดการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วขึ้นและเชื่อมภูมิภาคต่าง ๆ เข้าสู่ศูนย์กลางที่กรุงเทพ เรียกได้ว่าการสร้างทางรถไฟไปยังสถานที่ต่าง ๆ นั้นได้นำความเจริญไปด้วยตลอดเส้นทาง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรุงเทพมหานคร ท่องเที่ยว