เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

กรุงเทพมหานคร ตลาดพหุวัฒนธรรมอาเซียน

27 ม.ค. 2561 | 19:41น.

คอลัมน์ ASEAN SECRET โดย ดุลยภาค ปรีชารัชช

กรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ “แผนพัฒนาเมือง” เพื่อผลักดัน กทม.สู่มหานครแห่งอาเซียนและเอเชีย

หากพิจารณาทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2579 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2560-2564) ร่างผังภาค กทม.และปริมณฑล รวมถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาของกรุงเทพมหานคร ก็ล้วนสื่อให้เห็นถึง เป้าหมายการส่งเสริมกรุงเทพฯ ให้เป็นทั้งศูนย์กลางประเทศและภูมิภาค ในหลาย ๆ ด้าน เช่น โลจิสติกส์ การบริการธุรกิจ การศึกษา หรือแม้กระทั่งการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม

สำหรับในส่วนหลัง เอาเข้าจริง กรุงเทพฯ มีต้นทุนทางวัฒนธรรมในระดับสูงเมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่นในอาเซียน โดยเฉพาะความหลากหลายของโครงสร้างพหุวัฒนธรรมซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มประชาคมที่มีต้นรากนานาชาติในทางประวัติศาสตร์ มิหนำซ้ำ ชุมชนเหล่านี้ยังมีถิ่นฐานแทรกตัวอยู่ทั้งในเขตแกนวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ในย่านธุรกิจพาณิชยกรรมชั้นนำ หรือแม้กระทั่งตามเขตเกษตรกรรมรอบนอก

ในงานศึกษาของ Edward Van Roy (2017) เน้นย้ำว่า ประชากรหลากชาติพันธุ์ คือ องค์ประกอบหลักของพลวัตและพัฒนาการประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ พร้อมยังจำแนกกลุ่มชนจำนวนมากในเขต กทม.ออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น โปรตุเกส มอญ ลาว จาม เปอร์เซีย อินเดีย อาหรับ มลายู อินโดนีเซีย เขมร เวียดนาม และชาวจีน ที่แบ่งออกเป็นพวกแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ฮักกา ไหหลำและกวางตุ้ง

นอกจากนี้ Roy ยังชี้ให้เห็นถึงวงถิ่นฐานชาติพันธุ์ที่มีลักษณะกระจุกตัวและกระจายตัวทั่วเขตภูมิทัศน์ กทม. อาทิ ชุมชนมุสลิมมลายูแถบทุ่งกสิกรรมในมีนบุรี-หนองจอก ชุมชนจีน-อินเดีย-มอญ-ฝรั่ง ฯลฯ

ในย่านธุรกิจยานนาวาและสาทร ตลอดจนชุมชนลาว-เวียดนาม-เขมร ที่ตั้งอยู่ในวงเมืองเก่า กทม. หรืออยู่ไม่ไกลนักจากเกาะรัตนโกสินทร์

จากภาพประชาคมนานาชาติที่นำแสดงมา จึงทำให้กรุงเทพมหานครมีต้นทุน ตลาดวัฒนธรรม ในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับนครหลวงอื่น ๆ ในอาเซียน

Advertisement

อย่างในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวมลายู จีน และอินเดีย ส่วนในเมืองฮานอย เวียดนาม ประชาคมหลักคือชาวเวียดนามและชนกลุ่มน้อยบางเผ่าทางภาคเหนือ ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ชุมชนใหญ่ก็คือพวกพื้นเมืองฟิลิปปินส์ ตลอดจนกลุ่มลูกผสมเชื้อสายจีน ญี่ปุ่น อเมริกันและสเปน เป็นต้น

แต่สำหรับกรุงเทพฯแล้ว พบเห็นย่านประชากรจำนวนมากที่แสดงการสืบสายทางชาติพันธุ์หรือรับอิทธิพลประวัติศาสตร์มาจากต้นวงศ์ หรือกลุ่มดินแดนที่หลากหลายซับซ้อน (ทั้งในแถบตะวันตก เอเชีย และอุษาคเนย์)

เพียงแต่ว่าท่ามกลางสภาพพหุวัฒนธรรมเช่นนี้ ผู้คนใน กทม.กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการคาบเกี่ยวกันระหว่าง “ภาวะแบบเบ้าหลอม (Melting Pot)” ที่ควบรวมผสมผสานองค์ประกอบชาติพันธุ์วัฒนธรรมให้ลงตัวกลมกลืนกันภายใต้ความเป็นไทย และ “ภาวะแบบจานสลัด (Salad Bowl)” ที่แม้กลุ่มชนจะถูกผนวกควบรวมเป็นเนื้อเดียวกัน (ตามแบบประเภทแรก)

หากแต่ก็ยังหลงเหลือเค้าลางมรดกอัตลักษณ์วัฒนธรรมในบางชุมชน เช่น การปรุงอาหาร เครื่องแต่งกาย คำศัพท์สนทนาและการนับถือศาสนา ที่พอจะบ่งชี้ได้ว่า คนเหล่านั้นเป็นใคร มาจากไหน (คล้าย ๆ กับผักสารพัดชนิดที่คลุกเคล้าอยู่ในจานสลัดที่คงรูปลักษณ์เดิม แต่ก็ร่วมประสานจุดเด่นจนได้รสชาติใหม่ที่ค่อนข้างลงตัว)

อย่างไรก็ตาม ทั้ง ๆ ที่กรุงเทพฯ คือภาพตัวแทนสีสันเชิงวัฒนธรรม โจทย์แหลมคมที่ยังแก้ไม่ตก คือ แล้วกรุงเทพฯ จะสามารถดึงต้นทุนทางชาติพันธุ์วัฒนธรรมที่มีอยู่สูงนี้เข้ามาแปรรูปบูรณาการกับตลาดธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็น “มหานครระดับอาเซียนหรือเอเชีย” ได้อย่างไร ?

ทั้งหมดนี้จึงอยากเสนอให้กรุงเทพฯ สำรวจจัดทำ แผนที่ย่านชุมชนวัฒนธรรม ครอบคลุมทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และบางส่วนของปริมณฑล

จากนั้นให้จัดกิจกรรมประสานสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน หรือแม้กระทั่งภาคนานาชาติ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศักยภาพการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ อาทิ ทำอย่างไรที่จะขยายกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามย่านชุมชนในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับกระแส “เออีซี” อย่างมีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรที่จะให้ชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้ได้ประโยชน์พร้อม ๆ กับพัฒนาสัมพันธ์ร่วมกับนักท่องเที่ยวที่มาจากเขตวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกัน หรือที่มาจากประเทศที่เป็นต้นรากเดียวกันกับบรรพบุรุษชุมชน เช่น กรณีของนักท่องเที่ยวเวียดนามกับโบสถ์บ้านญวนที่สามเสน หรือนักท่องเที่ยวมาเลเซียกับชุมชนมัสยิดที่สวนพลูและบางลำพู

ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ควรเพิ่มบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานใต้สังกัดให้เข้มข้นขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพฯ, สภาวัฒนธรรมเขต, หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ, ศูนย์ข้อมูลธุรกิจกรุงเทพฯ ฯลฯ

โดยให้ทำงานเชื่อมประสานบูรณาการกันและให้มีการติดต่อเชื่อมโยงกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือเครือข่ายวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ธุรกิจการท่องเที่ยว ชาติพันธุ์วัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ถึงแม้จะมีอุปสรรค เช่น ความซับซ้อนของตัวแสดง ระบบการเมือง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคม

แต่ก็น่าเชื่อว่าหากมีแผนยุทธศาสตร์และการปฏิบัติที่จริงจังแล้ว ตลาดพหุวัฒนธรรม

อาจเริ่มผลิดอกออกผล จนค่อย ๆ กระตุ้นให้กรุงเทพมหานครก้าวเข้าสู่ความเป็น “มหานครแห่งอาเซียนและเอเชีย” หรือแม้กระทั่งมุ่งสู่ “มหานครระดับโลก” (Global Metropolis) อย่างแท้จริงก็เป็นได้