แบรนด์กระเป๋าหรู “ไมเคิล คอร์” เข้าซื้อ “จิมมี่ ชู” มูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท
“ไมเคิล คอร์” แบรนด์กระเป๋าหรูชื่อดังสัญชาติอเมริกัน ประกาศซื้อกิจการแบรนด์รองเท้าลักชัวรี่จากอังกฤษ “จิมมี่ ชู” มูลค่า 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 39,000 ล้านบาท เป็นความพยายามครั้งสำคัญในการขยายอุตสาหกรรม ภายหลังยอดขายกระเป๋าซบเซาลงในช่วงที่ผ่านมา
เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ไมเคิล คอร์ แบรนด์กระเป๋าหรู ประกาศทุ่มเงินซื้อกิจการแบรนด์รองเท้า จิมมี่ ชู เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มูลค่าเกือบ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อกระตุ้นรายได้บริษัทหลังยอดขายจากธุรกิจกระเป๋าถือลดลง ด้านโฆษกของจิมมี่ ชู ออกมายืนยันแล้วว่าดีลการซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ภายหลังจากเมษายนที่ผ่านมา จิมมี่ ชู ได้ประกาศหาผู้เข้าซื้อกิจการคนใหม่เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับแบรนด์ของตนเอง

การเข้าซื้อจิมมี่ ชู ถือเป็นโอกาสสำคัญของไมเคิล คอร์ในการเข้าสู่ตลาดรองเท้าหรู และเป็นโอกาสในการเข้าบุกตลาดเอเชียและยุโรปมากขึ้น ก่อนหน้านี้ กระเป๋าถือเคยเป็นสินค้าสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตของรายได้ในอุตสาหกรรมสินค้าลักชัวรี่ แต่ก็ค่อยๆ ซบเซาลงในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการแข่งขันด้านราคา การลดราคาอย่างหนัก รวมถึงตัวเลือกชอปปิ้งที่มากขึ้นสำหรับผู้หญิง ทำให้หันไปนิยมกระเป๋าใบเล็กๆ หรือกระเป๋าเงินที่มีราคาถูกกว่า โดยวิจัยจาก Exane BNP Paribas ระบุว่ายอดขายกระเป๋าหรูทั่วโลกในปี 2016 มีอัตราการเติบโตเพียง 2% ในขณะที่ในปี 2012 โตถึง 19% ขณะที่ตลาดรองเท้าหรูยังคงทรงตัวดีอยู่ด้วยอัตราการเติบโตปีละ 9% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ไมเคิล คอร์ มักวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า และมีการลดราคาทีหนึ่งเป็นจำนวนมาก ทำให้ลูกค้ามักปฏิเสธที่จะซื้อในราคาเต็ม แตกต่างจากกระเป๋าหรูหลายแบรนด์ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดของโลก ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์ กุชชี่ หรือแอร์เมส ที่ในช่วงหลังหันมาปรับดีไซน์ โดยหันมาออกแบบสิ่งที่โดดเด่นและชัดเจน เพื่อดึงดูดสายตาบนรันเวย์ให้เป็นข่าวดัง และมักจะขายแค่ในร้านค้าของตนเองเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ไม่ติดตลาดมากเกินไป
ช่วงหลังๆ ไมเคิล คอร์ ได้ควบคุมจำนวนสินค้าที่จะเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้า โดยขายในราคาขึ้น และออกแบบให้สร้างสรรค์ ฉีกกรอบมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายขึ้น ไมเคิล คอร์ มองว่าการเข้าซื้อจิมมี่ ชู จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ลงไปได้มาก จาก 70% เหลือ 66%
โดยจิมมี่ ชู ซึ่งมีแฟนคลับเป็นคนดังอย่างเจ้าหญิงไดอาน่า และเป็นรองเท้าที่ตัวเอกของซีรีย์ดัง “เซ็กซ์ แอนด์ เดอะ ซิตี้” สวมใส่ รองเท้าจิมมี่ ชู มีราคาเฉลี่ย 4,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อคู่ และได้รับความนิยมมากในตลาดอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น แต่ในสหรัฐอเมริกาก็ถูกนำมาขายอย่างลดราคาเช่นเดียวกัน ในช่วงหลังๆ จิมมี่ ชู หันมาแตกไลน์ ผลิตรองเท้าผู้ชายเพื่อเพิ่มการเติบโตทางรายได้ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เมื่อปีที่ผ่านมา รายได้จิมมี่ ชู เพิ่มขึ้น 15% โดยมีมูลค่า 475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซีอีโอของไมเคิล คอร์ “จอห์น ไอดอล” บอกว่า เขามองเห็นศักยภาพของจิมมี่ ชู โดยชี้ว่าจะสามารถทำยอดขายได้ถึงพันล้านสหรัฐ จากการเปิดหน้าร้านเพิ่มขึ้น และจัดการระบบซื้อขายออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเตรียมแตกไลน์สินค้าเพิ่มมากกว่าแค่รองเท้า