จากการรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2564 พบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา 269 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ถูกดำเนินการส่งต่อตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิตฯ โดยยังไม่ได้ก่อคดีเพียง 59 ราย หรือคิดเป็น 21.93% เท่านั้น
วันที่ 24 ตุลาคม 2565 ดร.พญ.เบ็ญจมาส พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ กล่าวว่า จากการรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2564 พบว่า มีข้อมูลผู้ป่วยที่เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิตฯ ทั้งในและนอกสังกัดกรมสุขภาพจิตทั้งสิ้น 269 ราย
โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ถูกดำเนินการส่งต่อตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิตฯ โดยยังไม่ได้ก่อคดีเพียง 59 ราย หรือคิดเป็น 21.93% เท่านั้น
แสดงให้เห็นว่าการนำ พ.ร.บ.สุขภาพจิตฯมาใช้ยังสามารถที่จะเร่งขยายการดำเนินการให้มีความเข้าใจร่วมกันในทุกภาคส่วน โดยทุกฝ่ายต้องรับทราบถึงบทบาทหน้าที่เพื่อช่วยกันควบคุมการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในสังคมต่อไป
ด้านนายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 นั้นตามมาตรา 22 บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต (1) มีภาวะอันตราย หรือ (2) มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา
ซึ่งมาตรา 23 อนุญาตให้ผู้ใดพบบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์อันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นมีลักษณะตามมาตรา 22 ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจโดยไม่ชักช้า และให้นำผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตส่งสถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยอาการ
นอกจากนี้ กรณีผู้รับผิดชอบสถานที่คุมขังหรือสถานสงเคราะห์หรือพนักงานคุมประพฤติพบบุคคลที่อยู่ในความรับผิดชอบมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีลักษณะ ตามมาตรา 22 ให้นำส่งไปยังสถานพยาบาลของรัฐซึ่งอยู่ใกล้โดยไม่ชักช้า เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้นได้ทันทีเช่นกัน
ทั้งนี้หากประชาชนพบบุคคลใกล้ชิด หรือบุคคลทั่วไปที่แสดงอาการผิดปกติหรือมีอาการกำเริบ หากมีแนวโน้มความรุนแรงมากและเป็นอันตราย สามารถโทร.แจ้งเหตุสายด่วนตำรวจ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนกรณีที่ไม่รุนแรง สามารถโทร.ขอคำปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323
“สิ่งที่สำคัญคือการช่วยกันเป็นหูเป็นตาที่จะสังเกต พฤติกรรมของบุคคลที่จะนำมาซึ่งความรุนแรง โดยจากข้อมูล สธ. ณ 14 กันยายน มีผู้ป่วยจิตเวชที่ก่อความรุนแรง 3,815 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ก่อเหตุซ้ำ 510 ราย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยทั้งหมดเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาของระบบสาธารณสุข”