เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ครม.ไฟเขียว งบ 5.8 พันล้าน ชดเชยมาตรการ ‘ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท’ ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.70
Economic ครม.ไฟเขียว งบ 5.8 พันล้าน ชดเชยมาตรการ ‘ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท’ ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.70
‘ครม.สัญจร อุดร’ ดันอีสานตอนบน เป็นฐานผลิตอาหารโลก เล็ง ‘บึงกาฬ’ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
Politics ‘ครม.สัญจร อุดร’ ดันอีสานตอนบน เป็นฐานผลิตอาหารโลก เล็ง ‘บึงกาฬ’ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ราคาทองวันนี้ (3 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (3 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,500 บาท
ROH แจ้ง ตลท. 2 เรื่องใหญ่ CFO ลาออก-ปลดล็อกฟรีโฟลตผ่านเกณฑ์ พ้นเหตุเสี่ยงเพิกถอน
Finance ROH แจ้ง ตลท. 2 เรื่องใหญ่ CFO ลาออก-ปลดล็อกฟรีโฟลตผ่านเกณฑ์ พ้นเหตุเสี่ยงเพิกถอน
แอสเซทไวส์ ขยายพอร์ตแนวราบ “โฮมออฟฟิศพรีเมียม-บ้านแบรนด์ใหม่” บนมิกซ์ยูส “ไวส์ พาร์ค รังสิต”
Real Estate แอสเซทไวส์ ขยายพอร์ตแนวราบ “โฮมออฟฟิศพรีเมียม-บ้านแบรนด์ใหม่” บนมิกซ์ยูส “ไวส์ พาร์ค รังสิต”
20 สมาคมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยื่นหนังสือถึง ‘ศุภจี’ รอบ 3 จี้เร่งถก นบขพ.รับมือราคาพุ่ง
Economic 20 สมาคมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยื่นหนังสือถึง ‘ศุภจี’ รอบ 3 จี้เร่งถก นบขพ.รับมือราคาพุ่ง
DELTA หลุดแนวรับ 198 บาท จับตาด่านต่อไป 188 บาท โบรกฯ เตือนเสี่ยงร่วงลึก
Finance DELTA หลุดแนวรับ 198 บาท จับตาด่านต่อไป 188 บาท โบรกฯ เตือนเสี่ยงร่วงลึก
สงครามไซเบอร์ แฮกเกอร์โจมตีตู้แช่ซูเปอร์ฯ 7 ประเทศยุโรป เร่งอุณหภูมิพุ่ง 50 องศา
World สงครามไซเบอร์ แฮกเกอร์โจมตีตู้แช่ซูเปอร์ฯ 7 ประเทศยุโรป เร่งอุณหภูมิพุ่ง 50 องศา
ด่วน ! รัฐบาล เคาะปรับโครงสร้าง ‘ภาษีรถ EV นำเข้า’ เป็น 35%
Economic ด่วน ! รัฐบาล เคาะปรับโครงสร้าง ‘ภาษีรถ EV นำเข้า’ เป็น 35%
ก.ล.ต. จ่อปรับเกณฑ์ บลจ. เปิดข้อมูลรายปีฉบับเดียว ให้ผู้ลงทุนเทียบก่อนเลือกกองทุน
Finance ก.ล.ต. จ่อปรับเกณฑ์ บลจ. เปิดข้อมูลรายปีฉบับเดียว ให้ผู้ลงทุนเทียบก่อนเลือกกองทุน
ดูทั้งหมด

ปี 2023 ตลาดหุ้น ลงต่อหรือจ่อรีบาวนด์ ?

14 ธ.ค. 2565 | 07:56น.
ตลาดหุ้น
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : คมศร ประกอบผล ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปี หลังรายงานเงินเฟ้อสหรัฐของเดือนตุลาคมออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้นักลงทุนคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่ระดับ “ปกติ” ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) สามารถกลับมาลดดอกเบี้ยลงได้ในช่วงปลายปี และทำให้ตลาดหุ้นฟื้นขึ้นได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี เรามองว่าความคาดหวังของตลาด ณ ปัจจุบันนั้นออกจะเป็นมุมที่มองแบบ “โลกสวย” จนเกินไป

เนื่องจาก ประการแรก ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ปัญหาเงินเฟ้อ “จบแล้ว” โดยแม้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะลดลงจาก 9.1% ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 7.7% ในเดือนตุลาคม แต่ก็ยังนับว่าสูงและห่างไกลเป้าหมายของ Fed ที่ 2% อยู่อีกมาก

ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อจากตลาดแรงงานยังสูงอยู่ โดยค่าจ้างในสหรัฐยังขยายตัวที่อัตราเกินกว่า 5% ต่อปี ส่วนเงินเฟ้อในหมวดที่อยู่อาศัยก็ยังพุ่งแรงต่อเนื่องในอัตราสูงถึง 7% ต่อปี ซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อจากทั้งสองหมวดนี้น่าจะทำให้เงินเฟ้อสหรัฐค้างสูงเกินกว่าระดับ 4% ในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ 3-4% ในช่วงปลายปี

นอกจากนั้น การเปิดประเทศของจีนในปีหน้าอาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่าคาดในปีหน้า

ประการที่สอง ตลาดยังคาดแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ต่ำเกินไป โดยตลาดซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (Fed Funds Futures) คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 5% ในช่วงต้นปี ก่อนจะลดดอกเบี้ยลงมาที่ 4.5% ในช่วงปลายปี

แต่หากเงินเฟ้อยังค้างสูงเกินกว่าระดับ 4% ในช่วงครึ่งปีแรกตามที่เราคาด Fed ก็จะมีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยไปให้ถึงระดับ 5% หรือมากกว่า และคงดอกเบี้ยที่ระดับ 5% ไปตลอดทั้งปีเป็นอย่างน้อย เพื่อกดเงินเฟ้อให้ลงได้สำเร็จ

นอกจากนั้น Fed ยังย้ำถึงความเสี่ยงจากการกลับมาลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป โดยกรรมการ Fed หลายคนได้อ้างถึงบทเรียนในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่ Fed ดำเนินนโยบายผิดพลาด โดยขึ้นดอกเบี้ยน้อยเกินไปและกลับมาลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป

ซึ่งทำให้พุ่งขึ้นจาก 5% ในปี 1970 ไปสูงสุดถึง 15% ในปี 1980 ในขณะที่เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างกระท่อนกระแท่น และประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยถึง 4 ครั้งในช่วงระยะเวลาเพียง 10 ปี

ประการที่สาม การฟื้นตัวของราคาสินทรัพย์ที่เร็วเกินไป เป็นการลดทอนประสิทธิภาพของนโยบายการเงินที่มุ่งชะลอการบริโภคและการลงทุน ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดกลับมาลดลง และราคาสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป ก็จะทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ช้ากว่าคาด

ดังนั้น หากราคาสินทรัพย์ฟื้นตัวเร็วเกินไป Fed ก็อาจจำเป็นต้องส่งสัญญาณเข้มงวด เพื่อลดความร้อนแรงของตลาด

ในขณะที่ตลาดหุ้นแม้จะปรับฐานลงมามากกว่า 20% จากจุดสูงสุด แต่ valuation ยังนับว่าไม่ได้ถูก โดยค่า P/E ของดัชนี S&P 500 ในปัจจุบันอยู่ที่ราว 17 เท่า ซึ่งนับว่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในช่วงปี 2003-2014 ที่ 14 เท่า ก่อนที่ภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยต่ำจะดันให้ตลาดขึ้นมาเทรดที่ค่าเฉลี่ย P/E 18 เท่า ในช่วงปี 2015-2021

นอกจากนั้น หากเทียบกับจุดต่ำสุดของตลาดหมี (bear market) ในอดีตที่ P/E เฉลี่ย 13 เท่า ตลาดหุ้นก็อาจมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงได้อีก หากมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงและคาดเดาได้ยาก

ในภาวะเช่นนี้ เรามองว่าตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้น ในขณะที่ความเสี่ยงยังต่ำกว่ามาก โดยเรามอง bond yield สหรัฐที่ระดับ 4% ในปัจจุบันนั้นให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ และได้สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปมากแล้ว และหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยไปหยุดที่ 5% ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้าตามคาด

bond yield น่าจะทรงตัวอยู่ระดับใกล้เคียง 4% ในช่วงปลายปีนี้ ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลดลงในปีหน้า ตามการทยอยลดลงของอัตราเงินเฟ้อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น เฟด