ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวกรอบแคบ ตลาดจับตาตัวเลขเงินเฟ้อและการประชุมเฟด นักลงทุนคาดเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมรอบนี้ พร้อมจับตาถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวลล์
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/12) ที่ระดับ 34.78/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/12) ที่ระดับ 34.79/81 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ตลาดและนักลงทุนรอติดตามผลการประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้ของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) (13-14/12)
โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมรอบนี้ หลังจากปรับขึ้น 0.75% เป็นจำนวน 4 ครั้งติดต่อกัน หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ส่งสัญญาณว่าเฟดจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
ทั้งนี้ ตลาดยังรอจับตาการกล่าวแถลงของนายพาวเวลล์ ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปี 2566 รวมทั้งการเปิดเผยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ซึ่งจะส่งสัญญาณแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดจนถึงปี 2568
นอกจากนี้นักลงทุนรอจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐในวันนี้ (13/12) ในดัชนี CPI เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI ทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะขยายตัว 7.3% ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงจากเดือนตุลาคมที่มีการขยายตัว 7.7% และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 6.1% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงจากเดือนตุลาคมที่มีการขยายตัว 6.3% อย่างไรก็ดี ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 5.00% ในกลางปีหน้า เพื่อทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงและสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ โกลด์แมน แซกส์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปิดประเทศของจีน โดยขณะนี้ทางการจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะเปิดประเทศในไม่ช้านี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนอุปสงค์การส่งออกและการเดินทางระหว่างประเทศ
ประกอบกับทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซกส์ ซึ่งทำโดยนายหุย ชาน คาดการณ์ว่า การเปิดประเทศของจีนจะช่วยหนุนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยให้ขยายตัวราว 2.9%, หนุน GDP ฮ่องกงขยายตัว 76% และช่วยหนุน GDP สิงคโปร์ขยายตัว 1.2% อีกทั้งคาดการณ์ว่าจากการที่จีนเปิดประเทศจะช่วยให้การส่งออกและรายได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเหล่านี้ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ระหว่างวัน ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.72-34.85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.79/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (13/12) ที่ระดับ 1.0541/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/12) ที่ระดับ 1.0556/0560 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นักลงทุนรอจับตาดูการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในวันพฤหัสบดีนี้ (15/12)
โดยนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า ทั้ง ECB และ BOE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งนี้ระหว่างวัน ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0533-1.0553 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0557/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/12) ที่ระดับ 137.73/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/12) ที่ระดับ 136.08/12 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐในวันนี้ (13/12) และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันพุธ (14/12) ตามเวลาสหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวัน ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 136.94-137.51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 137.58/60 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการ FOMC, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ย. และดัชนี PMI เบื้องต้นเดือน ธ.ค.
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -13/-12.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -18.6/-15.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ