“แมงป่อง” ทวงคืนรายได้พันล้าน ผุด “ไฮบริดช็อป” รุกค้าปลีกความงาม
เมื่อการเข้าถึงเทคโนโลยีทำได้ง่ายขึ้น การมีสมาร์ทโฟน แท็บเลต และโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไฮสปีด ทำให้คนหันไปดูหนัง ฟังเพลง ผ่านช่องทางออนไลน์ สตรีมมิ่งที่เป็นทางเลือกมากขึ้น ได้ส่งผลกระทบทางตรงกับธุรกิจร้าน “แมงป่อง” ที่เป็นผู้ให้บริการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างเลี่ยงไม่ได้
สอดคล้องกับยอดขายที่เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ “แมงป่อง” ต้องกลับมาทบทวนและปรับโมเดลการทำธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และก้าวสู่ธุรกิจใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
โครงสร้างใหม่บาลานซ์ธุรกิจ
นางสาวณลันรัตน์ นันท์นนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มพีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงสร้างธุรกิจของแมงป่องในปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ธุรกิจรีเทล ซึ่งก็คือร้านแมงป่อง, ร้านกิซแมน, ร้านสตาร์ดัส และ 2.ธุรกิจเฮาส์แบรนด์ อาทิ เครื่องสำอางคลาวด้า และแบรนด์อื่น ๆ ที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นในอนาคต
จากในอดีตที่บริษัทพึ่งพิงรายได้จากสินค้าโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ 100% และได้รับผลกระทบของเทปผีซีดีเถื่อน สตรีมมิ่ง ออนไลน์ครั้งใหญ่เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จนต้องปรับตัวไปหาธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้มาช่วยบาลานซ์พอร์ตมากขึ้น นำไปสู่การเปิดตัวร้านกิซแมน ที่ขายแก็ดเจต สินค้าไลฟ์สไตล์ไอที ตามมาด้วยร้านสตาร์ดัส มัลติแบรนด์ความงามที่รวบรวมเครื่องสำอางหลากหลายชนิดเอาไว้ และการเปิดตัวเครื่องสำอางคลาวด้า แบรนด์เมกอัพและสกินแคร์ในเวลาต่อมา เป็นหัวหอกหลักในการสร้างยอดขายต่อจากนี้ เพื่อขยายฐานลูกค้าของแมงป่องให้ครอบคลุม จากก่อนหน้าที่มีแค่กลุ่มผู้ชายเป็นหลัก และต่อยอดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ร้าน องค์ความรู้ในการบริหาร ระบบการขาย ระบบหลังบ้านจากธุรกิจเดิมที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“แก็ดเจต-คอสเมติก” หัวหอกลุย
นางสาวณลันรัตน์ระบุว่า ทิศทางในการเติบโตจากนี้จะให้ความสำคัญกับธุรกิจแก็ดเจต และเครื่องสำอางเป็นหลัก โดยปีนี้จะใช้งบฯการตลาดประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์ สร้างแบรนด์ และรีโนเวตร้าน แบ่งเป็นการแตกไลน์สินค้าใหม่ของคลาวด้า ในกลุ่มสกินแคร์ เพื่อเสริมกับกลุ่มเมกอัพที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้า อย่างน้อย 3 รายการ พร้อมกับการขยายช่องทางจำหน่ายไปยังร้านเทรดิชั่นนอลเทรด โมเดิร์นเทรด และออนไลน์มากขึ้น จากเดิมที่ขายเฉพาะแค่ในสตาร์ดัสเท่านั้น ตลอดจนการขยายไปยังร้านค้าแถบชายแดน และการหาตัวแทนเพื่อขยายตลาดเข้าไปในกลุ่ม CLMV และจีน พร้อมกับเปิดตัวเฮาส์แบรนด์ใหม่ ๆ อาทิ เคียร่า แบรนด์สกินแคร์สำหรับร่างกาย เป็นต้น
ขณะที่ร้านกิซแมน จะเน้นการซอร์ซซิ่งสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และจับมือกับผู้ผลิตสินค้าที่เป็นอันดับต้น ๆ ในแคทิกอรี่นั้น ๆ เช่น การได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายโดรนดีจีไอ ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ในสินค้าหมวดโดรน, การได้เป็นพาร์ตเนอร์กับกูเกิล จำหน่ายสมาร์ทสปีกเกอร์ ซึ่งในไทยมีแค่ 2 รายเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ตลอดจนบริการใหม่ จัดส่งถึงบ้าน รองรับในกรณีที่ลูกค้าต้องการสั่งของ แต่สินค้าที่ต้องการอยู่สาขาอื่น โดยการันตีการจัดส่งถึงบ้านภายใน 3 ชั่วโมง รับกับศักยภาพของตลาดเครื่องสำอาง และไอทีแก็ดเจต ที่มีมูลค่าจำนวนมหาศาล รวมกว่าหลายแสนล้านบาท มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และยังทำให้บริษัทมีวาไรตี้ของราคากับสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น เช่น เครื่องสำอางสตาร์ตที่หลักสิบบาท ไปจนถึงหลักร้อยบาท แต่ไม่เกินหนึ่งพันบาท ส่วนแก็ดเจต ราคาเริ่มต้นที่หลักพันบาท โดยผลตอบรับหลังจากการปรับโมเดลธุรกิจ พบว่าการเติบโตของร้านกิซแมน ร้านสตาร์ดัส และแบรนด์คลาวด้า มีการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไฮบริดโมเดล” เซฟค่าใช้จ่าย
ส่วนร้านสตาร์ดัส จะมีการเลือกแบรนด์เครื่องสำอางและสกินแคร์ที่กำลังเป็นกระแสในออนไลน์เข้ามามากขึ้น พร้อมกับกลยุทธ์การตั้งราคาที่ใกล้เคียงกับร้านค้าออนไลน์ และการทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง โดยอิงไปกับเทศกาลต่าง ๆ เช่น วาเลนไทน์ ตรุษจีน แบล็กมันเดย์ ซิงเกิลเดย์ 11/11 เพื่อกระตุ้นการช็อปของลูกค้าอยู่เรื่อย ๆ ตลอดจนการขยายสาขาใหม่ ซึ่งปัจจุบันสตาร์ดัสมีร้านรูปแบบสแตนด์อะโลนจำนวน 3 สาขา และเข้าไปเปิดร่วมกับร้านกิซแมน และแมงป่อง หรือเรียกว่าร้านประเภท “ไฮบริด” อีก 5 สาขา ในปีนี้เตรียมที่จะขยายร้านรูปแบบไฮบริดเพิ่มอีก 1 สาขา ส่วนร้านแมงป่องและกิซแมน มีอยู่จำนวน 13 สาขา
“เดิมเรามีร้านแมงป่องซึ่งพื้นที่ใหญ่มาก 200-300 ตร.ม. พอมีกิซแมนมาเสริม พื้นที่ของร้านก็ยังใหญ่อยู่ จึงเปิดสตาร์ดัสเข้าไปในพื้นที่เดียวกัน ตรงนี้ทำให้เรามียอดขายเพิ่มขึ้นจากพื้นที่เดิมถึง 65% และการเติบโตต่อจากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องขยายสาขาใหม่เพียงอย่างเดียว เรายังนำร้านแมงป่องมาปรับเป็นไฮบริดได้ เพื่อเพิ่มยอดขายต่อตารางเมตรให้สูงขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการขยายสาขา”
โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 25% จากการใช้โมเดลดังกล่าว การปรับวิธีการทำงานที่ซ้ำซ้อน และการปิดสาขาอีกประมาณ 15 สาขา ทำให้เหลือสาขาทั้งสิ้น 21 สาขาในปัจจุบัน เพื่อโฟกัสแต่สาขาที่มีศักยภาพ อยู่ในทำเลที่ดี ทราฟฟิกสูง และปีนี้คาดว่าจะลดค่าใช้จ่ายได้อีก 8%
1 พันล้าน รีเทิร์นใน 3-5 ปี
นางสาวณลันรัตน์ยังระบุต่อไปอีกว่า ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้แมงป่องกลับมามีการเติบโตอีกครั้งในปีนี้ โดยตั้งเป้าการเติบโตจากปี 2560 ไว้ที่ 30% โดยปีที่แล้วแม้จะมีรายได้จากแบรนด์คลาวด้าเข้ามามากขึ้น แต่บรรยากาศในการจับจ่ายของปีที่ผ่านมาที่ซบเซา ทำให้ยอดขายยังคงทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับปีก่อนหน้า ที่มีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาท
“แมงป่องเคยมีรายได้สูงสุดประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายใน 3-5 ปี จึงต้องการกลับไปที่ตัวเลขตรงนั้น ซึ่งแผนที่เราวางไว้มองว่าสามารถไดรฟ์ไปให้ถึงได้อย่างแน่นอน และหากวอลุ่มของเครื่องสำอางเติบโตอย่างที่คาดไว้ ก็จะลงทุนด้านของโรงงานการผลิตเอง เพื่อคุมค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการผลิตไปจนถึงส่งสินค้ามายังหน้าร้านได้”
สำหรับโครงสร้างรายได้ในปัจจุบัน บริษัทมีรายได้จากธุรกิจรีเทล คิดเป็นสัดส่วน 90% และธุรกิจเฮาส์แบรนด์ 10% ภายในสิ้นปีนี้สัดส่วนของเฮาส์แบรนด์จะเพิ่มขึ้นเป็น 25%