Skip to content

ไทยเทคสตาร์ตอัพกระตุ้นรัฐ หนุนตั้ง”แซนด์บ็อกซ์”ติดสปีดธุรกิจ

11 ก.พ. 2561 | 00:02น.
ไทยเทคสตาร์ตอัพกระตุ้นรัฐ หนุนตั้ง”แซนด์บ็อกซ์”ติดสปีดธุรกิจ

“ไทยเทคสตาร์ตอัพ” เร่งประสานหน่วยงานภาครัฐต่อเนื่อง มุ่งสร้างความเข้าใจข้อจำกัดสตาร์ตอัพไทย ทั้งข้อ กม.-การกำหนดมาตรการสนับสนุนหวังแก้ปัญหาระยะยาวทั้งเดินหน้าสร้างคอมมิวนิ ตี้ และดันสร้าง “แซนด์บ็อกซ์กลาง” ลดขั้นตอนยุ่งยาก-เพิ่มสปีดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย

ขณะที่ภาพรวมการลงทุนสตาร์ตอัพไทยยังโต “ฟินเทค-เฮลท์เทค-ทราเวลเทค” ยังแรง คาดปีนี้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่า เทรนด์ระดมทุนในรูปแบบ “ICO” มาแรง

นายวัชระ เอมวัฒน์ นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (ไทยเทคสตาร์ตอัพ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีที่ผ่านมาสมาคมเน้นการทำงานใน 3 ด้านหลัก คือ 1.การให้ความรู้ผ่านระบบอีเลิร์นนิ่งบนเว็บไซต์และวิดีโอบนยูทูบ 2.การสร้างคอมมิวนิตี้ เช่น การจัดงานสัมมนาให้ความรู้ และจัดอบรมร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติในงานสตาร์ตอัพไทยแลนด์ ตลอดปีที่ผ่านมา และ 3.การประสานงานกับภาครัฐบาลในการเสนอปัญหาของสตาร์ตอัพในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งในแง่กฎหมาย และการให้การสนับสนุน เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับเรื่องการใช้สินค้าของสตาร์ตอัพเพื่อนำมาลดหย่อนภาษี รวมถึงการปรับแก้กฎหมายบางข้อ เป็นต้น

“กฎหมายหลายอย่างกำลังมีการ แก้ไข เรารอดูว่าจะแก้ตรงไหนบ้าง เพราะต้องการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งต้องแก้ในเชิงนโยบาย และเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดจากความเข้าใจจึงต้องการให้ภาครัฐมีความเข้าใจสตาร์ตอัพ และออกนโยบายเพื่อสตาร์ตอัพจริง ๆ”

โดยสมาชิกของสมาคมมีส่วนร่วมอยู่ในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (national startup committee) ที่ดูแลด้านสตาร์ตอัพโดยตรง และปัจจุบันกำลังมีการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับสตาร์ตอัพ เช่น Startup Act เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ ซึ่งภายใต้กฎหมายนี้มีแผนที่จะจัดทำ “แซนด์บ็อกซ์กลาง” สำหรับให้สตาร์ตอัพได้ทดลองทำธุรกิจเพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากช่วยเร่งสปีด ธุรกิจให้เร็วขึ้นได้ คาดว่าภายในปีนี้จะเห็นเป็นรูปร่างมากขึ้น

“เรื่องเร่งด่วนที่อยากให้รัฐแก้ คือการสนับสนุนการสร้างตลาดให้สตาร์ตอัพ แต่เราเข้าใจว่ารัฐทำได้ยาก เช่น การกำกับให้สตาร์ตอัพต่างชาติไม่เข้ามาทำตลาดในไทย ดังนั้นสิ่งที่อยากได้คือแซนด์บ็อกซ์กลาง เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัพสร้างผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องไปติดกระบวนการอื่น ๆ”

ส่วน พ.ร.บ.ใหม่ที่ออกมาอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูง และผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นเข้ามาอยู่ในประเทศเป็นกรณีพิเศษนั้น มองว่ายังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าจะส่งผลกับสตาร์ตอัพมากน้อยเพียงใด เพราะเพิ่งมีผล และแม้สตาร์ตอัพจะมีการจ้างชาวต่างชาติบ้าง แต่ไม่เยอะเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ จึงมองว่าส่งผลระดับประเทศมากกว่า

สำหรับ แผนการเคลื่อนสตาร์ตอัพในปีนี้ ทางสมาคมเน้นการสร้างคอมมิวนิตี้ให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่มส ตาร์ตอัพ และให้ความรู้ด้านกฎหมาย การทำสตาร์ตอัพและการทำบัญชี เพราะเมื่อคอมมิวนิตี้แข็งแรงจะทำให้สมาคมรับรู้ปัญหาและร่วมแก้ไขได้อย่าง ตรงจุด รวมทั้งมีการผลักดันด้านการตลาด โดยปีที่ผ่านมามีการไปโรดโชว์จัดกิจกรรมในสิงคโปร์และมาเลเซียให้สตาร์ตอัพ ไทย เพื่อดึงแหล่งเงินทุนจากต่างชาติ และปีนี้จะพาสตาร์ตอัพไปฮ่องกงและญี่ปุ่น เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ใน 2 ประเทศนี้แต่ไปลงทุนในอินโดนีเซีย เนื่องจากขนาดตลาดใหญ่กว่าไทย แต่ตลาดในไทยมีเงินทุนจาก CVC (corporate venture capital) เพิ่มขึ้น โดยปีที่ผ่านมามีองค์กรใหญ่ ๆสนใจลงทุนในสตาร์ตอัพจำนวนมาก

นายวัชระ กล่าวต่อว่า สตาร์ตอัพในไทยยังเติบโตได้เรื่อย ๆ โดยปีที่ผ่านมาเติบโตสูงขึ้น โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนที่มากกว่าเท่าตัว เนื่องจากสตาร์ตอัพรายใหญ่ระดมทุนได้จำนวนมาก เช่น โอมิเซะ เป็นต้น อีกทั้งเริ่มเห็นความหลากหลายของสตาร์ตอัพมากขึ้น เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจมาร่วมทำสตาร์ตอัพ และเริ่มเห็นปัญหาจริง จากเดิมที่มักทำอะไรคล้าย ๆ กัน

“เทรนด์สตาร์ตอัพที่จะเห็นมากขึ้น ยังเป็นด้านฟินเทค, ทราเวลเทค, และเฮลท์เทค คาดว่าตลาดรวมของสตาร์ตอัพปีนี้จะยังเติบโต โดยมีเงินลงทุนเพิ่มอีก 2-3 เท่า จากกลุ่ม CVC และนักลงทุนต่างประเทศที่สนใจสตาร์ตอัพไทย คาดว่าจะได้เห็นการลงทุนระดับซีรีส์บีมากขึ้น รวมถึงการมีรูปแบบการลงทุนใหม่ เรียกว่า ICO หรือ Initial Coin Offering ที่จะเป็นคลาวด์ฟันดิ้งจากทั่วโลก”

ปัจจัยที่ทำให้สตาร์ตอัพหันมาระ ดมทุนในรูปแบบ ICO มากขึ้น เพราะเป็นวิธีที่สตาร์ตอัพไม่ต้องเสียสัดส่วนหุ้นให้กับผู้ลงทุนจึงดีกว่า แบบอื่น ๆ ประกอบกับปัจุบันบล็อกเชนเข้ามามีส่วนในหลากหลายธุรกิจ เช่น การแพทย์, มีเดีย, มาร์เก็ตติ้ง จึงเริ่มมีการใช้ระดับโลกมาทำให้มูลค่าตลาดใหญ่ขึ้น แต่ด้วยความที่บล็อกเชนเป็นเรื่องใหม่แต่โตก้าวกระโดดทำให้คนหันมาสนใจมาก ขึ้น แต่ข้อจำกัดในการเติบโตของบล็อกเชนคือการนำไปใช้ได้จริง และข้อกำหนดของแต่ละประเทศจึงอยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศต้นแบบที่นำบล็อก เชนมาใช้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฟินเทค