โจทย์หิน “ธุรกิจแบงก์” ปีจอ “รักษากำไร” ควบคู่ “ดูแลความเสี่ยง”
ช่วงกลางเดือน ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา คงได้เห็นผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ ที่ประกาศออกมาแล้ว งบปี”60 ตัวเลขไม่สวยนัก เนื่องจากในภาพรวมกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ 30 แห่ง (แบงก์ไทย 15 แห่ง และสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศอีก 15 แห่ง) ลดลงมาอยู่ที่ 1.87 แสนล้านบาท ร่วง 5.7% จากปี”59 ที่มีกำไร 1.99 แสนล้านบาท
โดยในการแถลง “ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ ปี 2560” ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา “ดารณี แซ่จู” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึง “ไส้ใน” ของผลประกอบการแบงก์ ว่า กำไรสุทธิลดลง เหตุผลหลักมาจาก “ภาระการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น” ทั้งการสำรองหนี้เสีย และตั้งสำรองเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ “IFRS9” ที่แบงก์ทยอยเพิ่มเงินกองทุน กันในปีที่ผ่านมาแล้ว
แต่โดยรวมแล้ว ธปท.มั่นใจว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ในไทยถือว่ามีเสถียรภาพ สะท้อนผ่านตัวเลขต่าง ๆ ทั้งเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) อยู่ที่ 18.2% รวมถึงสัดส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรง (LCR) สูงถึง 180% ซึ่งสามารถรองรับการขยายตัวของสินเชื่อและภาวะฉุกเฉินอย่างสบายๆ
โดยเมื่อสิ้นปีที่แล้ว สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.4% หลัง ๆ มาจากสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่กลับมาขยายตัวสูง 5.7% ซึ่งมาจากภาคอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคก็เติบโตมากถึง 6.1% หลัก ๆ มาจากพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ตามยอดขายรถที่กลับมาดีขึ้นหลังหมดฤทธิ์โครงการรถคันแรก ทำให้เห็นดีมานด์ซื้อรถใหม่ ๆ เริ่มกลับมา
ในด้านธุรกิจขนาดใหญ่ (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) ทรงตัวที่ 0% หรือไม่มีการขยายตัวเลย เนื่องจากการระดมทุนผ่านหุ้นและตราสารหนี้มากกว่าการใช้สินเชื่อ แต่ก็จะมีบางธุรกิจที่ยังใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้น อาทิ ธุรกิจพลังงานและการขนส่ง การผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงที่พักแรม สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี ซึ่งเมื่อรวมกับสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่โตดี จึงทำให้ภาพรวมของสินเชื่อธุรกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ 3.6%
สำหรับทิศทางธุรกิจแบงก์ในปีนี้ “ดารณี” สะท้อนภาพให้เห็นว่า แบงก์ยังมีภาระหนักที่จะ “รักษากำไร” ไว้ เพราะสิ่งที่บรรดาแบงก์ต้องเผชิญ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องภาระการตั้งสำรองที่อาจจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีเรื่อง “ความเสี่ยง” และ “รายได้ที่อาจลดลง” ด้วย
โดยเฉพาะการลดลงของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ที่เป็นส่วนค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) เนื่องจากคนหันไปใช้ “พร้อมเพย์” มากขึ้น ทำให้รายได้ที่เคยได้รับจากการโอนเงินจะน้อยลง ซึ่งขณะนี้การโอนเงินพร้อมเพย์มีสัดส่วนขึ้นมาเป็น 15-16% ของการโอนเงินรายย่อยทั้งหมด
“ธปท.เริ่มเห็นสัดส่วนการโอนเงินพร้อมเพย์ ขยับขึ้นเรื่อย ๆ และคาดว่าจะเห็นมากขึ้นในปีนี้ ทำให้ยิ่งกระทบต่อค่าฟีของแบงก์ให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”
“ดารณี” ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ทุกวันนี้แม้จะเห็นแบงก์มีการจับมือกับฟินเทค ในการให้บริการทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้ให้กับแบงก์ แต่ก็ “ไม่ง่าย” แต่วิธีที่แบงก์ทำได้ทันที ก็คือ การลดรายจ่าย ให้สอดคล้องรายได้ที่ลดลงไป เช่น การปิดสาขา หรือเปิดสาขารูปแบบใหม่ ๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ต้นทุนแบงก์ลดลงได้
“รายได้แบงก์ มาจากรายได้ที่เป็นดอกเบี้ย 70% อีก 30% เป็นรายได้จากค่าฟี ดังนั้น เมื่อคนหันมาใช้พร้อมเพย์จึงกระทบต่อรายได้ค่าฟีของแบงก์ให้ลดลง แม้ในปี 2560 จะยังไม่เห็นผลกระทบชัด แต่ปี 2561 นี้จะเห็นผลชัดเจนขึ้น ซึ่งหากแบงก์ปรับตัวไม่ทัน ในการหารายได้อื่น ๆ เข้าเสริม กำไรปีนี้ก็น่าจะลดลง” นางสาวดารณีกล่าว
พร้อมทั้งคาดการณ์ “แนวโน้มสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ปี 2561” ด้วยว่า มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) โดยคาดการณ์ว่าสินเชื่อภาพรวมจะเติบโตที่ 6-8% จากปีก่อนที่ขยายตัวเพียง 4.4% อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมสินเชื่อจะโต แต่คาดว่าในด้านมาตรฐานการให้สินเชื่อแบงก์จะยัง “ตั้งการ์ด” ระมัดระวัง เข้มงวดในการปล่อยกู้ และไม่ได้ผ่อนเกณฑ์ลงง่าย ๆ แม้ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์ ได้ผ่านต่ำสุดไปแล้ว จากที่เคยพุ่งขึ้นไปสูง 2.97% ตอนไตรมาส 3/2560 มาอยู่ที่ 2.91% ณ สิ้นปี 2560 ก็ตาม
“ปีนี้ยังมีบางกลุ่มที่แบงก์ต้องเฝ้าระวังในการปล่อยสินเชื่ออย่างใกล้ชิด เช่น กลุ่มพาณิชย์ อาทิ ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ที่พบว่าเอ็นพีแอลในไตรมาส 4 ปี 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.58% จากไตรมาส 3 อยู่ที่ 5.54% เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และยังมีกลุ่มอุปโภคบริโภค อาทิ อสังหาริมทรัพย์ที่เอ็นพีแอลยังสูง จากอดีตที่แบงก์มีการแข่งปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำในช่วง 3 ปีแรก และหันไปปล่อยกู้กลุ่มที่มีรายได้ต่ำ ทำให้เห็นความเสี่ยงหนี้เสียเพิ่มขึ้น” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท.ระบุ
จากภาพที่ ธปท.ฉายออกมาทั้งหมดนี้ ดูแล้วปี 2561 จะยังคงเป็นปีที่บรรดาแบงก์ “ต้องปรับตัว” และ “ระวังความเสี่ยง” กันอีกมากเลยทีเดียว