Skip to content

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขานรับยอดค้าปลีกแข็งแกร่ง หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

16 ก.พ. 2566 | 18:54น.
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขานรับยอดค้าปลีกแข็งแกร่ง หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขานรับยอดค้าปลีกแข็งแกร่ง จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์และยอดขายน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน คาดหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในเดือนมีนาคม พฤษภาคม และมิถุนายน สู่ระดับสูงสุดที่ 5.25-5.50%

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ว่าค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/2) ที่ระดับ 34.35/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (15/2) ที่ระดับ 34.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้นแตะที่ระดับ 104.10 หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกประจำเดือนมกราคมปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้น 1.8% หลังจากดิ่งลง 1.1% ในเดือนธันวาคม โดยยอดค้าปลีกได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์และยอดขายน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน

ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมกราคม หลังจากลดลง 0.7% ในเดือนธันวาคม ส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้

โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 3 ครั้งในการประชุมเดือนมีนาคม พฤษภาคม และมิถุนายน สู่ระดับสูงสุดที่ 5.25-5.50% และคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนที่ผ่านมา (15/2) สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านปรับตัวขึ้น 7 จุด สู่ระดับ 42 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 และเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556

อย่างไรก็ดีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) บ่งชี้ภาวะหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยเผยว่าดัชนีภาคการผลิตปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -5.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ และสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ -18.0 จากระดับ -32.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต๊อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% เช่นกันในเดือนพฤศจิกายน และตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐ ทรงตัวในเดือนมกราคม หลังจากปรับตัวลง 1.0% ในเดือนธันวาคม ขณะที่การผลิตของภาคโรงงานเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนมกราคมจากที่คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% หลังจากลดลง 1.8% ในเดือนธันวาคม

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2566 อยู่ที่ระดับ 93.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 43 เดือน ปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ อย่างไรก็ตามอุปสงค์จากต่างประเทศยังปรับตัวลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางโดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการส่งออกของไทย

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.68-32.81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.805/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/2) ที่ระดับ 1.0691/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (15/2) ที่ระดับ 1.0726/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเทียบกับเงินสกุลหลัก อีกทั้งมีการเปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคมของยูโรโซน ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ อยู่ที่ระดับ -1.1% ต่ำกว่าที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ -0.8% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0992-1.1025 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0991/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/2) ที่ระดับ 134.01/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (16/2) ที่ระดับ 133.28/31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ค่าเงินเยนได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 128.40-129.07 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 129.04/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมของสหรัฐ (16/2), ดัชนีการผลิต เดือนกุมภาพันธ์จากเฟดฟิลาเดลเฟีย ของสหรัฐ (16/2), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้าง เดือนมกราคมของสหรัฐ (16/2), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (16/2), ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนมกราคมของญี่ปุ่น (16/2) และราคานำเข้าและส่งออกเดือนมกราคมของสหรัฐ (17/2)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.75/-9.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.6/-5.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ