นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายอันเจลิโน อัลฟาโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของอิตาลีที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู)ครั้งแรกของรัฐมนตรีต่างประเทศไทย โดยเป็นการเยือนในลักษณะตอบแทนการเยือนไทยของนายอัลฟาโนเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนายอัลฟาโนถือว่าเป็นรัฐมนตรีจากอียูคนแรกที่เดินทางเยือนไทยหลังอียูมีข้อมติที่เปิดให้มีการติดต่อทางการเมืองทุกระดับกับประเทศไทย และเป็นการติดตามผลการหารือซึ่งเกิดขึ้นหลังการพบปะกันครั้งแรกภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
นายดอนกล่าวว่า ประเด็นที่ได้มีการพูดคุยกันครอบคลุมตั้งแต่เรื่องทวิภาคี อาทิ การฟื้นฟูคณะกรรมาธิการร่วม(เจซี)ไทย-อิตาลี ที่ว่างเว้นจากการประชุมมานานหลายปี การจัดตั้งคณะทำงาน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มวิศวกรรม ก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน 2.สมาร์ทซิตี้ 3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ ไลฟสไตล์ แฟชั่น สิ่งทอ และเฟอร์นิเจอร์ ตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องกันว่าควรมีการจัดการหารือระดับอธิบดีซึ่งเป็นกลไกที่มีอยู่แล้วในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้เพื่อปูทางไปสู่การประชุมเจซีในอนาคต
นายดอนกล่าวว่า ฝ่ายอิตาลียังย้ำถึงความสำคัญที่ต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) และหวังว่าไทยจะมานำเสนอโครงการดังกล่าวต่อภาคส่วนต่างๆ ในอิตาลี รวมถึงความพยายามที่จะจัดให้มีการหารือกับภาคธุรกิจของอิตาลีในช่วงใดช่วงหนึ่งที่ไทยสะดวก ซึ่งตนได้แจ้งไปว่าไทยมีแผนที่จะเดินทางมาเยือนยุโรปอยู่แล้วโดยเฉพาะการเยือนของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จึงจะแนะนำให้รวมอิตาลีเข้าไว้ในแผนการเดินทางดังกล่าวด้วย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวอีกว่า การลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่กว่า 40 บริษัทของไทยและอิตาลีรวมกันมีมูลค่ามากถึงกว่า 5 แสนล้านยูโร อิตาลีให้ความสำคัญกับทุกโครงการที่เกิดขึ้น การที่ฝ่ายอิตาลีได้เชิญนายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลให้เดินทางมาร่วมประชุมด้วยก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่อิตาลีให้กับการลงทุนของไทยในอิตาลี และยังอยากจะเห็นกิจกรรมในลักษณะนี้ของกลุ่มทุนอื่นๆ ของไทยในอิตาลีเพิ่มมากขึ้นด้วย
“ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นและอาจตามมาในอีอีซีล้วนเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงโอกาสที่ 2 ประเทศจะมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นในอนาคต ทั้งภาครัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและภาคธุรกิจที่เป็นฝ่ายดำเนินงาน เชื่อว่าสิ่งที่ได้วางกันไว้ก่อนหน้านี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีให้สองประเทศได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนทั้งสองฝ่าย”นายดอนกล่าว
นายดอนกล่าวด้วยว่า ฝ่ายอิตาลียังได้แสดงความคาดหวังที่จะเข้ามามีความสัมพันธ์กับอาเซียนและแอคเมคส์ให้มากขึ้น ทั้งยังให้ความสนใจกับปัญหานี้รัฐยะไข่ของพม่าโดยเฉพาะเรื่องผู้ลี้ภัย
เมื่อถามว่าฝ่ายอิตาลีได้มีการสอบถามถึงพัฒนาการทางการเมืองของไทยหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า อิตาลีรับทราบพัฒนาการทางการเมืองที่เกิดขึ้นในไทยและได้สอบถามถึงข่าวว่าจะมีการเลือกตั้งไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์เป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตนได้ยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ข่าวเมื่อ 2-3 วันก่อน ฝ่ายอิตาลีก็ไม่ได้ติดใจหรือกังวลอะไรโดยเฉพาะเมื่อได้คำตอบเช่นนี้ และไม่ได้มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมใดๆ เพราะรับทราบว่าจากนี้ไปขั้นตอนจะเป็นอย่างไร
นายดอนกล่าวว่า การเดินทางเยือนอิตาลีครั้งนี้ถือว่าได้ผลมากกว่าที่คาดมาก เพราะไทยและและอิตาลีไม่มีการเยือนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศระหว่างกันมานานถึง 13 ปี หลังจากนี้ตนจะเดินทางไปเยือนเบลเยียมเพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะหารือกับฝ่ายอียู 3 ท่านคือกรรมาธิการกิจการยุโรปด้านความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อมกิจการทะเลและประมง เพื่อหารือเกี่ยวกับการทำประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม(ไอยูยู) และพบกับนางเฟเดอริกา โมเกรินี ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของอียู และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งจะพูดคุยถึงภาพรวมของความร่วมมือระหว่างไทย-อียูในอนาคต รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะมีระหว่างการนับจากนี้ไปทั้งในแง่ทวิภาคีและในฐานะที่ไทยดำรงตำแหน่งประเทศผู้ประสานงานอาเซียน-อียูอยู่ในขณะนี้ โดยเชื่อว่าจะเป็นการหารือที่ดีที่อาจเป็นการปูพื้นฐานสำหรับการเยือนระดับสูงรวมถึงระดับหัวหน้ารัฐบาลของสองฝ่ายต่อไป
ที่มา มติชนออนไลน์