Skip to content

ส่องหุ้นโรงพยาบาล รับปัจจัย สปส.เพิ่มค่ารักษา-ติดเชื้อโควิดพุ่ง

28 เม.ย. 2566 | 18:39น.
ส่องหุ้นโรงพยาบาล รับปัจจัย สปส.เพิ่มค่ารักษา-ติดเชื้อโควิดพุ่ง

โบรกฯ ประเมินราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปี 2566 แกว่งไซด์เวย์ ชี้โควิดกลับมาระบาดอานิสงส์น้อย เทียบกับรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติไม่ได้ ส่วน รพ. รับประกันสังคมได้ปัจจัยบวกบอร์ด สปส. ปรับขึ้นค่ารักษาเหมาจ่าย ชูหุ้นเด่น BDMS – EKH

วันที่ 28 เมษายน 2566 นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะเห็นได้ถึงการปรับตัวขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2565 ที่ผ่านมาหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เบาบางลง และการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ส่งผลให้ชาวต่างชาติกลับเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลในประเทศไทยมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะเบาลงและคนในประเทศไม่ได้เข้าโรงพยาบาลมากเท่าช่วงก่อน แต่โรงพยาบาลยังคงมีกำไรต่อเนื่องจากชาวต่างชาติ และยังได้ลูกค้าในกลุ่มใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ชาวซาอุดีอาระเบีย

ทั้งนี้ แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุใหม่ที่กลับมาระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ อาจทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่มองว่าไม่ได้มีนัยสำคัญต่อกำไรของโรงพยาบาลมากนัก แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นจะมาจากการเข้ามาของชาวต่างชาติเป็นหลัก

โดยประเมินราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในปี 2566 ยังคงแกว่งไซด์เวย์ หุ้นเด่นในกลุ่มโรพยาบาล ยังคงเป็นบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติและนักท่องเที่ยว มีความได้เปรียบคู่แข่งจากการประหยัดต่อขนาดในฐานะที่เป็น รพ.เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ อีกทั้งไม่มีข้อจำกัดด้านความสามารถในการรองรับผู้ป่วย

และอีกตัวคือ บมจ.เอกชัยการแพทย์ (EKH) แนะ “ซื้อ” จาก “ถือ” ราคาหุ้นปรับตัวลง 11% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่การดำเนินงานไตรมาส 1/2566 น่าจะสะท้อนการฟื้นตัวของการดำเนินงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงน่าจะสะท้อนการฟื้นตัวของรายได้ที่ไม่ใช่จากโควิด-19 รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนเคส IVF จากจีน และรายได้ของ รพ. คูน

นอกจากนี้ จากบทวิเคราะห์ของทาง บล.กสิกรไทย ระบุว่าจากอัตราค่ารักษาพยาบาล สปส. ถูกปรับเพิ่มขึ้น
บอร์ดประกันสังคม (สปส.) มีมติปรับเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายเป็น 1,808 บาทต่อหัวต่อปี เพิ่มขึ้น 10% จากปัจจุบันที่ 1,640 บาท แต่คงอัตราค่าบริการทางการแพทย์อื่น ๆ ไว้เท่าเดิม อัตราใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป

ทั้งนี้ อัตราที่เพิ่มขึ้นถือว่าสอดคล้องกับอัตราที่ รพ. สปส. คาดไว้ก่อนหน้าที่ 8-10% อัตราค่าบริการทางการแพทย์หลัก 3 อัตรารวมกันจะอยู่ที่ 3,007 บาท (1,808+746 บาท+453 บาท) เพิ่มขึ้น 5.9% จากปัจจุบันที่ 2,839 บาท ซึ่งสูงกว่าการปรับขึ้นอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ 4.9-5.2% ในปี 2560 และ 2563 เล็กน้อย แม้ว่าอัตราค่าบริการทางการแพทย์อื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง

แต่การเซ็น MoU ระหว่าง รพ. สปส. และสำนักงาน สปส. ในการรักษา 5 โรคหลัก กำลังสะท้อนอัตราค่าบริการที่สูงขึ้นสำหรับบริการการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ภายใต้ MoU ดังกล่าว รพ. สปส. ได้รับค่าบริการ 15,000 บาท/RW เพิ่มขึ้น 25% จากอัตราปัจจุบันที่ 12,000 บาท/RW

ด้าน รพ.สปส. ตอบสนองเชิงบวกต่อมติบอร์ด สปส.โดยราคาหุ้น RJH, CHG และ BCH ก็ได้มีการปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาที่เพิ่มขึ้นยังน้อยกว่าการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 4-10% ทำให้เชื่อว่าตลาดมีการเก็งกำไรในประเด็นการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการ สปส. ไปก่อนหน้านี้ และราคาหุ้นน่าจะสะท้อนผลบวกจากการขึ้นอัตราค่าบริการไปบ้างแล้ว

ทั้งนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมหุ้นโรงพยาบาล 9 แห่ง เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นที่ปิดเมื่อ 30 ธ.ค. 2565 และปัจจุบัน 28 เมษายน 2566 ราคาหุ้นปรับขึ้น-ลงอย่างไรบ้าง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้นไทย หุ้นโรงพยาบาล