Skip to content

“กรวัฒน์ เจียรวนนท์” ถอดบทเรียน Amity ความสำเร็จสตาร์ตอัพเจนใหม่ หมดยุค Easy Money

28 มิ.ย. 2566 | 07:47น.
“กรวัฒน์ เจียรวนนท์” ถอดบทเรียน Amity ความสำเร็จสตาร์ตอัพเจนใหม่ หมดยุค Easy Money

กว่า 10 ปีที่วงการ “เทคโนโลยีสตาร์ตอัพ” บูมไปทั่วโลก ได้ให้กำเนิดบริษัทพันล้านหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จนับร้อย และบริษัทที่ล้มเหลวอีกนับพัน จนถึงวันนี้ ผู้ประกอบการ “รุ่นใหม่” ที่ปลุกปั้นธุรกิจของตน กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดเงิน ตลาดทุน ในโลกที่ทำให้การระดมทุน “ไม่ง่าย” อีกต่อไป

หนึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัพไทยรุ่นแรก ๆ มี “กรวัฒน์ เจียรวนนท์” บุตรชายคนโตของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” แม่ทัพเครือ ซี.พี. และกลุ่มทรู ที่ละทิ้งการเรียนในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มาปลุกปั้นธุรกิจของตนเองในชื่อ Eko ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Amity สตาร์ตอัพด้านโซเชียลคลาวด์ และกำลังขยายธุรกิจในสเกลระดับโลก กับเป้าหมายในการเป็นผู้นำในตลาดบริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Infrastructure as a service) หรือ IaaS ระดับโลก ด้วยโซลูชั่นที่ช่วยองค์กรต่าง ๆ สร้าง และรักษาฐานลูกค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานลูกค้าด้วยฟีเจอร์ด้านโซเชียล

ปัจจุบันมีสำนักงานขายและการตลาดอยู่ในลอนดอน และมิลาน มีลูกค้าเป็นแบรนด์ชั้นนำในอเมริกา และยุโรป จำนวนมากที่มีมูลค่าธุรกิจหลายพันล้านดอลลาร์ มีผู้ใช้ต่อเดือน (monthly active users : MAUs) เพิ่มขึ้นจาก 30,000 ราย เมื่อต้นปี 2565 เป็นกว่า 1.1 ล้านราย ในเดือน ก.พ. 2566

“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุย “กรวัฒน์” หลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับการสร้างสตาร์ตอัพ บทเรียน ความล้มเหลว เป้าหมายขั้นถัดไป และกุญแจสู่ความสำเร็จ ที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตในยุคที่ “เงินหาง่าย” ควรรู้ว่า ยุคนั้นจบไปแล้ว

อัพเดตธุรกิจของ Amity

ธุรกิจของ Amity มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นโกลบอล เทคบิสซิเนส 90% ของลูกค้าเป็นยุโรป และอเมริกาหมด อีกส่วนเน้นการทำตลาดในไทย และอาเซียน

ในส่วนโกลบอลโปรดักต์ คือ SDK API เป็นเทคโนโลยีที่เสียบเข้าไปอยู่ในแอปหรือเว็บไซต์ไหนก็ได้ ซื้อฟีเจอร์เข้าไปเสียบไม่ต้องสร้างเอง เรามีลูกค้าค่อนข้างหลากหลาย เช่น ฮาร์เลย์-เดวิดสัน มีลูกค้าที่รักมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์มาก ๆ และเขาจะมีแอปของฮาร์เลย์-เดวิดสัน ที่มีข้อมูลซื้อของ แต่ยังไม่มีโซเชียลฟีเจอร์ ที่ทำให้คนชอบมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ สามารถคุยกัน คอนเน็กต์กัน แชร์รูป แชร์ประสบการณ์ได้ เราเข้าไปสร้างคอมมิวนิตี้แอปให้เขา ทำให้ลูกค้าของฮาร์เลย์ใช้แอปแล้วยิ่งชอบในแบรนด์ และได้คอนเน็กต์กับคอมมิวนิตี้อื่น ๆ

ธุรกิจนี้เป็น category ใหม่ ซึ่งเราเป็นที่หนึ่งในโลกด้านนี้ แม้จะเพิ่ง lunch ไม่นาน แต่กำลังเติบโตเร็วมาก เพราะแบรนด์ต่าง ๆ อยากให้ลูกค้ามีคอมมิวนิตี้ ให้คอนเน็กต์กัน เอ็นเกจกันได้ สมัยก่อน ลูกค้าอาจเอ็นเกจหรือคอนเน็กต์กันบนเฟซบุ๊ก หรือว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ทำให้ข้อมูลไปอยู่กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ บริษัทอาจเข้าไม่ถึงดาต้าหรือข้อมูลเหล่านั้น แล้วหลังจากโควิด ทำให้การสร้างเอ็นเกจเมนต์กับรีเทนชั่นในแอปสำคัญขึ้นเยอะ ทำให้หลายบริษัทใส่เงินมาลงทุนเรื่องแอปของตนเองมากขึ้น

การสร้างคอมมิวนิตี้เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างเอ็นเกจเมนต์กับรีเทนชั่นกับลูกค้า

เรามีเกือบ 20 ล้าน active user ที่ใช้โซเชียลมีเดียของเรา ไม่ได้ใช้ตรง ๆ แต่ใช้ผ่านแอปของลูกค้าเรา สเกลจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต เพราะนี่เพิ่งเริ่ม หลายบริษัทเพิ่งเริ่มเข้าใจว่ามีโปรดักต์นี้ โดยเฉพาะในยุโรป และอเมริกา

ในเชิงยูสเซอร์โต 200-300% ปีต่อปี ในส่วนของตลาดโกลบอลเราทำแค่นี้เลย

ตลาดไทยกับอาเซียน

ส่วนที่สอง คือ แอมิตี้ โซลูชั่น (Amity Solutions) ประกอบด้วย Enterprise Chatbot, Chatbots รูปแบบใหม่ Generative AI, ฟีเจอร์ด้านโซเชียล พร้อมประกอบเข้ากับแอป และเว็บไซต์ และฟีเจอร์อื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับการสื่อสารในองค์กร ส่วนนี้เราเน้นตลาดในไทย และอาเซียน

ใน 3-4 เดือนที่ผ่านมา เริ่มมาเน้นเอไอ GPT มองว่านี่จะไม่ใช่แค่กระแส ไม่เหมือนเทรนด์อื่น ๆ ที่มาและไปไว อย่างเว็บ 3 หรือคริปโต

เอไอสร้างอิมแพ็กต์จริง ๆ เราเห็นได้ชัดเจนว่ามันฉลาด และเก่งแค่ไหน เราจะนำมาอิมพลีเมนต์เพื่อช่วยองค์กรต่าง ๆ โดยโพซิชั่นตัวเองเป็นโพรไวเดอร์ด้าน GPT กับ AI service

เป้าหมายต่อไป

ผมคิดว่า Amity อยู่ในสเตจที่ Mature แล้ว เราหามาร์เก็ตฟิต บริษัทที่ทำสตาร์ตอัพ ส่วนที่ยากมาก คือการหามาร์เก็ตฟิต หรือตลาด เราอยากจะหามาร์เก็ตฟิตสำหรับโปรดักต์ที่ไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่เป็นระดับโลกให้ได้ ซึ่งใช้เวลา 8-9 ปีกว่าที่จะเจอ ที่ไปได้ในอเมริกา และยุโรปแล้ว สตาร์ตอัพหลายรายเจอตลาดในไทย และอาเซียน แต่ถ้าออกจากประเทศไม่ได้ก็จะเป็นแค่โลคอลคอมปะนี

เราเจอ แต่ถามว่า มาร์เก็ตฟิตนี้ จะผลักดันเราไปถึงระดับ Nasdaq ได้หรือไม่ เรารู้ว่ามีมาร์เก็ตฟิต แต่ยังไม่รู้ว่าเซ็กเตอร์กับ vertical นี้จะใหญ่แค่ไหน

เป้าหมายของ Amity ในส่วนโกลบอล เราตั้งเป้าจะเข้าตลาด Nasdaq แต่คงยังไม่ภายใน 3-5 ปีนี้ ส่วน Amity Solution จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไทย

ถ้าดูใน Nasdaq บริษัทที่ท็อปเพอร์ฟอร์ม คือธุรกิจที่โต 60-90% ปีต่อปี แต่ยังขาดทุนอยู่ ถามว่าถ้าเราจะกำไรไปพร้อมกับการเติบโตด้วย เราจะต้องคาดหวังอย่างไร สมมุติเราอยากกำไรอย่างน้อย 15-20% ก็คงต้องตั้งเป้าเติบโต 20-30% ปีต่อปี และรักษาระดับกำไรที่สูง

นั่นคือความเป้าหมายที่เราจะต้องสร้างและเดินไป

ถามว่า เราผ่านช่วงที่ยากที่สุดมาแล้วหรือยัง คงยัง เพราะอย่างที่บอกไว้ว่าการหามาร์เก็ตฟิตในระดับโกลบอลมันยาก และใช้เวลานาน แต่การที่จะสเกลหรือขยายธุรกิจขึ้นไป เพื่อสร้างการเติบโตและรักษากำไรในระดับที่กล่าวมา คงยากยิ่งกว่า ซึ่งผมยังตอบไม่ได้ เพราะยังไปไม่ถึง

บทเรียนที่ได้จากการทำสตาร์ตอัพ

บางครั้งผมคุยกับสตาร์ตอัพต่างประเทศที่ระดมเงินได้เยอะ ๆ เขาก็ช็อกว่าเราอายุ 10 ปีแล้วเหรอ จริง ๆ Amity ก่อตั้งปี 2020 แต่เป็นการก่อตั้งที่ต่อเนื่องจากธุรกิจเก่าของเราคือ Eko ถือว่าค่อนข้างนานสำหรับบริษัทเทคโนโลยี ที่มีลักษณะไปเร็ว และก็ลงเร็ว

เราอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ถือว่า sexy หรือเป็นเทรนด์ เราไปของเราเรื่อย ๆ เน้นสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ที่จะสเกลได้จริง ๆ รายได้ทุกเหรียญที่ได้ มันเป็นรายได้ต่อเนื่อง ไม่เหมือนธุรกิจที่เป็นคอนซูเมอร์เทค ที่หากอยากได้รายได้หนึ่งเหรียญ ต้องใช้เงิน 1 เหรียญไปกับการสร้างตลาด และซับซิไดซ์อีก 1 เหรียญ ซึ่งเรามองว่าไม่เวิร์ก ไม่ยั่งยืน

1.เราเน้นความยั่งยืน 2.ต้องใช้เวลากว่าที่จะเจอมาร์เก็ตฟิต การใช้เวลาหลายปีหามาร์เก็ตฟิตเป็นบทเรียนที่ดี เพราะหากผมลองทำบริษัท 5 ปี แล้วผมยอมแพ้ ก็ไม่รู้ว่าทำต่อก็จะเจอมาร์เก็ตฟิตได้

อะไรที่ทำให้เราไม่ยอมแพ้

บทเรียนที่ได้เมื่อทำสตาร์ตอัพมานาน อย่างแรกคือ ต้องเข้าใจว่ามันไม่ง่าย บางครั้งคนรุ่นใหม่คิดว่าแป๊บเดียวก็ได้สำเร็จแล้ว ได้เงินแล้ว ในชีวิตจริงไม่ใช่อย่างนั้น ต้องพร้อมที่จะมองหาสิ่งที่ตลาดต้องการอยู่เรื่อย ๆ

การไม่ยอมแพ้ยังสำคัญ

ผมคิดว่าคนรุ่นก่อน ๆ มีวิธีคิดเกี่ยวว่าทุกอย่างไม่ง่าย ต้องทำงานหนัก ต้องสู้ เป็นส่วนหนึ่งของรุ่นคุณพ่อ รุ่นคุณปู่ แต่คนรุ่นใหม่อย่างเราเกิดในยุคที่เงินหาง่าย easy money ตั้งแต่ปี 2008 อยู่ในยุคที่ Fed อัดฉีดเงินเข้าระบบ ดอกเบี้ยต่ำ สถิติเกี่ยวกับการลงทุนเติบโตทุกอย่าง เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ผ่านมาแล้ว 10-15 ปี

แปลว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเวิร์กฟอร์ซที่ทำสตาร์ตอัพมา ทั้งชีวิตการทำงาน เจอแต่ช่วงเวลาที่เป็น easy money ทุกอย่างง่าย ทุกอย่างเร็ว จริง ๆ ไม่ใช่แค่นั้น เราต้องพยายามเรียนรู้ และทำความเข้าใจ คำพูดของคนรุ่นเก่าที่ว่า ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ต้องใช้เวลา มันเกี่ยวกับเวลาจริง ๆ การที่เราจะพยายามเรื่อย ๆ ไม่ท้อ ไม่ยอมแพ้ เป็นสิ่งที่ใครก็พูดได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่ง่าย โดยเฉพาะกับคนรุ่นเราที่เจอแต่อะไรง่าย ๆ

คนรุ่นก่อนมีไมนด์เซตว่า การไม่ยอมแพ้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะไม่มีใครยอมแพ้ง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่คนรุ่นนี้แป๊บเดียวยอมแพ้แล้ว บริษัทสองปี ระดมทุนไม่ได้ก็ยอมแพ้ ดังนั้นสิ่งที่ทำให้ผมไม่ยอมแพ้ เพราะการที่เราเห็นจริง ๆ ว่าข้างหลังแต่ละธุรกิจมันยากแค่ไหน ใช้เวลา ไม่ใช่แค่ปุ๊บปั๊บได้ ปุ๊บปั๊บโต ยอดขายขึ้น

สิ่งที่เราอ่านก็สำคัญ 1.เราชอบอ่านเกี่ยวกับคนที่แป๊บเดียวก็ประสบความสำเร็จ แต่ไม่อ่านว่าหลังจากเขาสำเร็จแล้ว เขาลงเร็วแค่ไหน 2.ไม่อ่านเกี่ยวกับว่าเบื้องหลังของคนที่สำเร็จจริง ๆ ต้องทำมากขนาดไหนกว่าจะถึงจุดนั้น

จะเขียนเรื่องตัวเองแบบไหน

คงไม่อยากจะเขียน เพราะพื้นเพเราเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ที่มี “นามสกุล” นี้ นามสกุลที่คนเห็นก็ได้รับความเชื่อถือ มีแบ็กกราวนด์มีคนที่ช่วยให้คำปรึกษา ผมคิดไม่ออกเลยว่าคนที่ไม่มีพื้นเพที่เอื้ออำนวยให้เริ่มทำอะไรได้ ถ้าเขาประสบความสำเร็จ ผมนึกไม่ออกเลยว่าเขาทำได้อย่างไร แต่ผมรู้แน่ ๆ ว่าถ้าผมไม่ได้มีพื้นเพแบบนี้ ไม่มีทางถึงจุดนี้แน่นอน

แปลว่าคนที่ทำสตาร์ตอัพขึ้นมาจากศูนย์ นี่คือเก่งจริง ขนาดเรามีความพร้อมยังคิดว่าแต่ละขั้นตอนมันยากมาก ดังนั้นคนที่ประสบความสำเร็จในแต่ละขั้นตอนที่มาจากพื้นเพทั่วไป ยิ่งยากกว่าเราไม่รู้กี่เท่า

“ยกตัวอย่าง ถ้าผมอยากเจอนักลงทุนไปนำเสนอไอเดีย เขาเปิดใจที่จะฟังผม แต่อีกหลายคนที่กว่าจะได้ประชุมแรก ผมจึงชื่นชมผู้ประกอบการเหล่านี้มาก และอยากจะฝากให้สื่อเขียนถึงเรื่องราวของพวกเขามากกว่าจะนำเสนอเกี่ยวกับสำเร็จ ตัวเลข ที่หวือหวาเซ็กซี่”

ข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่

หลายไอเดียที่หลายพรรคพูดเรื่องการศึกษา เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่การศึกษาดีอย่างเดียวไม่พอ ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลจะช่วยได้มากที่สุด คือต้องทำอินเซนทีฟ ต้องทำทุกอย่างที่จะดึงธุรกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก มาตั้งฐานและจ้างคนที่เมืองไทย อย่างน้อยบางส่วนของธุรกิจของเขา เมื่อเขามา คนไทยจะได้ประสบการณ์จริง ๆ เพราะโรงเรียนกับมหาวิทยาลัยอาจสอน และพัฒนาคนได้จริง แต่ไม่มีอะไรสู้ประสบการณ์จริงได้

การดึงธุรกิจระดับโลกมาในไทยได้ดีอยู่แล้วในแง่การลงทุน แต่ส่วนที่ได้ 1.คนไทยได้ประสบการณ์ที่เปิด 2.สิ่งที่ต้องเน้นมากขึ้น คือ “แรงบันดาลใจ” ที่ค่อนข้างกล้าในสังคมไทย ที่จะสร้างให้เด็กไทยมีความทะเยอทะยาน มุ่งมั่น มีความฝัน

อเมริกาเขามีวัฒนธรรมนี้ที่ว่าทุกคนต้องสำเร็จ ทุกคนอยากจะสำเร็จ แล้วพร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อจะประสบความสำเร็จ เป็น “อเมริกันดรีม” หรือจีนที่สร้างวัฒนธรรมแบบไชนีสดรีม ขับเคลื่อนสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชน เราเองก็ต้องมี “เดอะดรีม” เช่นกัน มีความฝันที่คนจะเชื่อ คือแรงบันดาลใจที่สำคัญ จะทำได้อย่างไรไม่รู้นะครับแต่คิดว่าสำคัญ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คลาวด์ Cloud สตาร์ตอัพ