“กรมสรรพสามิต” ลงนาม 18 ผู้ค้าปลีกกำหนดราคาขายปลีก-คำนวณฐานภาษีใหม่
กรมสรรพสามิต ลงนามร่วมผู้ประกอบค้าปลีก 18 แห่ง เพื่อส่งราคาขายปลีกแต่ละสินค้า เพื่อให้สรรพสามิต หาราคาฐานนิยม และกำหนดราคาเสียภาษี ชี้หากเสนอราคาต่ำกว่าที่มาตรฐานที่ขายในท้องตลาดกฏหมายกำหนดที่ 5 % อาจถูกเก็บภาษี-เบี้ยปรับย้อนหลัง
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ล่าสุดกรมสรรพสามิตได้มีการลงนามร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก 18 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือผู้ประกอบการขายปลีก ส่งราคาขายปลีก สินค้าในละหมวด แต่ละประเภท ให้กับกรมสรรพาสามิต เพื่อหาราคาฐานนิยมของสินค้าแต่ละประเภท เนื่องจากที่ผ่านมากรมสรรพสามิต มีการเปลี่ยนวิธีการคิดฐานภาษี จากเดิมที่คิดจากฐานภาษีหน้าโรงงาน มาเป็นการเก็บภาษีจากฐานราคาสินค้าขายปลีกแนะนำแทน
ดังนั้นเพื่อหาราคาที่เป็นธรรม ที่เป็นกลาง และเหมาะสม และใช้เป็นการกำหนดฐานในการเก็บภาษีในอนาคต จึงต้องมีการให้ผู้ประกอบการเสนอราคาขายปลีกแนะนำเข้ามายังกรมสรรพาสามิต เพื่อหาราคาขายปลีกที่เหมาะสม
ซึ่งตามกฎหมายระบุว่า ผู้ประกอบการสามารถแจ้งราคาขายปลีกได้ต่ำหรือสูงกว่าราคาในตลาดไม่ได้เกิน 5 % ของราคาที่แจ้งมา แต่หากมีการแจ้งราคาที่ต่ำกว่าราคาฐานนิยม เพื่อให้ถูกเรียกเก็บภาษีน้อยลง อนาคตหากกรมสรรพาสามิตตรวจสอบพบ ก็อาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มในระยะถัดไปได้
ทั้งนี้ เบื้องต้น การส่งราคาขายปลีกนั้น กำหนดให้ผู้ประกอบการขายปลีก ส่งมาให้กรมสรรพสามิตในเบื้องต้นทุกไตรมาส ปีละ 4 ครั้ง แต่ต่อไป อาจลดลงเหลือ 6 เดือนครั้งก็ได้
“ราคาขายปลีกที่ผู้ประกอบการส่งเข้ามา ส่วนใหญ่เสนอราคาที่ใกล้เคียงกัน อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งเราก็กำหนดไว้ว่า ราคาที่แจ้งมา ต้องไม่เอาราคาช่วงที่โปรโมชั่น ให้เอาช่วงปกติ แต่หากอนาคต ราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งเรามาผิดกับที่เจอในอนาคต ก็อาจต้องมีประเด็นของภาษีเพิ่ม หรือเบี้ยปรับเข้ามาเพิ่ม เพราะการกำหนดเพดานไว้ไม่ให้ต่ำหรือสูงเกิน 5 % ซึ่งเป็นสิ่งที่กฏหมายยอมรับได้ เพราะคอนโทรลราคาขายไม่ได้ แต่เราพยายามบอกว่า ให้เป็นกลางมากที่สุด เพราะต่างประเทศ ก็ใช้ ก็ถือเป็นหลักการทั่วไป”