สภาลมหายใจ-หอการค้าฯภาคเหนือจี้ “เศรษฐา” แก้พื้นที่เผาไหม้ 10 แปลงใหญ่-ฝุ่นควันข้ามพรมแดน
วันที่ 16 กันยายน 2566 เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ จับมือหอการค้าจังหวัดภาคเหนือและภาคประชาชน ชงข้อเสนอยุทธศาสตร์แก้ปัญหาวิกฤตมลพิษอากาศภาคเหนือ เพื่อบรรเทาปัญหาวิกฤตฝุ่นควันระยะเฉพาะหน้าในปี 2567 ต่อนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” มุ่งเน้นให้เกิดแผนการแก้ไขในวงกว้าง ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน สร้างกลไกตรวจสอบย้อนกลับ-ใช้ระบบ GAP และจัดตั้งศูนย์กลางปฏิบัติการร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ระดับอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ที่ อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย
นายบัณรส บัวคลี่ ประธานยุทธศาสตร์สภาลมหายใจภาคเหนือ (สภน.) เปิดเผยว่าในที่ประชุมร่วมของเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ 9 จังหวัด หอการค้าจังภาคเหนือ 17 จังหวัดและภาคประชน ในหัวข้อยุทธศาสตร์แก้ไขมลพิษภาคเหนือผ่านระบบ Zoom เพื่อนำข้อเสนอเร่งด่วนต่อนายกรัฐมนตรีนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้เดินทางมารับฟังประเด็นปัญหาของภาคเหนือที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่

โดยที่ประชุมร่วมได้เห็นชอบให้มีแผนการแก้ไขในวงกว้าง ในพื้นที่เผาไหม้และก่อเกิดฝุ่นขนาดใหญ่ 10 พื้นที่ของภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซาก 5-10 ปี รวม 2 ล้านไร่ รวมถึงปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดในภาคเหนือมาตลอด 20 ปี สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอทั้งหมด 6 ข้อเพื่อรับมือฤดูฝุ่นควันในปี 2567 ได้แก่ 1.รัฐบาลควรให้น้ำหนักกับแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบสูง คือไฟแปลงใหญ่ในเขตป่าที่ไหม้ซ้ำซากในพื้นที่เดิมแทบทุกปี โดยเฉพาะป่าที่มีสถิติรอยไหม้เกิน 1 แสนไร่ เช่น ป่าสาละวิน ป่าศรีน่าน ป่าแม่ตื่น อมก๋อย
2.การยกระดับการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้เป็นการสื่อสารภัยพิบัติระดับเดียวกับกรณีน้ำท่วม โควิด-19 หรือ กรณีหมูป่าติดถ้ำ มีโฆษกสถานการณ์ระดับชาติและระดับจังหวัดและช่องทางสื่อสารทั่วถึง
3.การแก้ปัญหาระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะของกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่สามารถประกาศเขตภัยพิบัติอันเกิดจากมลพิษฝุ่นควัน เช่นพื้นที่ที่ได้รับผล กระทบรุนแรงที่อำเภอสายไม่ได้รับการช่วยเหลือบรรเทาอย่างที่ควร ให้มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงและให้มีนโยบายมาตรการทางภาษีหรือห้ามนำเข้าพืชเกษตรใช้ไฟที่ก่อมลพิษผลกระทบข้ามแดนเพิ่มจากที่รัฐบาลแถลง
4.การแก้ปัญหาการขาดเจ้าภาพรับผิดชอบดูแลและจัดการป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นผลกระทบจากการถ่ายโอนภารกิจป้องกันและดับไฟป่า จากกรมป่าไม้ เสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณเพิ่ม พร้อมปรับปรุงระเบียบใช้เงินให้สอดคล้องกับปัญหา ในระยะยาวให้มีหน่วยดับไฟป่าตำบลบรรจุเป็นมาตรการตามวาระแห่งชาติฉบับใหม่
5.ให้ใช้เวลา 3 เดือนที่เหลือจากนี้ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม เร่งรัดให้มีการทำความเข้าใจร่วมกันกับชุมชนใกล้ป่าและแหล่งกำเนิดมลพิษ มีกลไกบูรณาการหลายฝ่าย ทั้งป่าไม้ ฝ่ายปกครอง องค์กรท้องถิ่น ชุมชน วิชาการ เพื่อทำแผนจัดการไฟร่วมกัน บนพื้นฐานไฟจำเป็นต้องจัดการอย่างเหมาะสม และจัดการป้องกันไฟต้องห้ามอย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงผลกระทบทางสุขภาพเป็นสำคัญ
6.ให้เร่งรัดแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะฝุ่นควันข้ามพรมแดน ที่เกิดจากการเผาในพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะข้าวโพด พร้อมให้เริ่มขบวนการใช้ระบบ Good Agriculture Practices (GAP) ทันที ในการนำเข้าพืชผลการเกษตรปลอดจากการเผา โดยมีข้อเสนอให้ผู้รับซื้อประสานผู้ปลูกให้เข้าระบบ Fire Check (มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ) และเสนอให้จัดตั้งศูนย์กลางปฏิบัติการร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ระดับอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ที่ อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย
ทั้งนี้ ตัวแทนภาคประชาชนจะได้นำข้อเสนอระยะเร่งด่วน 6 ข้อ ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน และคณะ เดินทางมาราชการที่อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อพบปะหารือการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ประเด็นด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว การแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า (PM 2.5) การบริหารจัดการทางการเกษตรในวันที่ 16 กันยายนนี้