Skip to content

เศรษฐานำเอกชนบุกจีนฉลุย “สวัสดิ์ไพบูลย์” ขายมันเส้นคอฟโก้ 5 แสนตัน

18 ต.ค. 2566 | 13:09น.
เศรษฐานำเอกชนบุกจีนฉลุย “สวัสดิ์ไพบูลย์” ขายมันเส้นคอฟโก้ 5 แสนตัน

ทริปนายกฯลุยจีน ดันการค้า-การลงทุนผ่าน Belt and Road Forum ฉลุย นำทัพ 50 ธุรกิจคว้าตลาด 2.4 ล้านล้านบาท ดันส่งออกไทยปี’67 สู่เป้า 3.6% ด้าน “สวัสดิ์ไพบูลย์การเกษตร” ประเดิมลงนามขายมันเส้น “คอฟโก้” รัฐวิสาหกิจจีน 5 แสนตัน กว่า 4.6 พันล้านบาท-BOI ร่วมดึงทุนจีน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย อีวี-อิเล็กทรอนิกส์-ดิจิทัล ย้ำภาพจีนนักลงทุนเบอร์ 1 แค่ 8 เดือนเงินทะลัก 9 หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นำคณะเข้าร่วมประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation : BRF) ครั้งที่ 3 ตามคำเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ ได้มีผู้แทนภาคเอกชนของไทยประมาณ 50 ราย ร่วมเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้ด้วย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมหารือการขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน (CCPIT) ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันในเวที Thailand China Investment Forum เพื่อช่วยเชื่อมความสัมพันธ์และส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างภาคธุรกิจไทย-จีนได้สะดวกยิ่งขึ้น

รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางเศรษฐกิจการค้า กฎหมาย กฎระเบียบ ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำการค้า การลงทุนร่วมกัน ซึ่งเอกชนหวังว่าการเดินทางเยือนในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดเม็ดเงินการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในประเทศไทยให้เติบโตก้าวกระโดดมากยิ่งขึ้น

ด้านนายกิตติชัย ตั้งเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวัสดิ์ไพบูลย์การเกษตร จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท สวัสดิ์ไพบูลย์ฯ เป็นเอกชนรายหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกให้ไปลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในงาน Belt and Road Forum ซึ่งมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน โดย MOU ครั้งนี้เป็นข้อตกลงในการจัดซื้อมันสำปะหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2567 ระหว่างบริษัท สวัสดิ์ไพบูลย์ฯ และบริษัท COFCO Group รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอาหารและผู้ค้าธัญพืชรายใหญ่ที่สุดของจีน จำนวน 500,000 ตัน คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณกว่า 4,600 ล้านบาท

กิตติชัย ตั้งเจริญ
กิตติชัย ตั้งเจริญ

สวัสดิ์ไพบูลย์

กิตติชัย ตั้งเจริญ

“ตลาดส่งออกมันเส้นในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งจะเป็นช่วงปลายฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่มันสำปะหลังกำลังทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี โดยความต้องการซื้อมันสำปะหลังยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงที่พีกอีกทีจะเป็นช่วง ม.ค.-มี.ค.ปี 2567 เพราะมันเส้นจะถูกนำไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นรอว์แมทีเรียลในหลาย ๆ อุตสาหกรรม และยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในจีนซึ่งมีความต้องการเฉลี่ยปีละ 280 ล้านตัน และเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี จนมีโอกาสจะเพิ่มเป็น 300 ล้านตัน การลงนามครั้งนี้จะทำให้มันสำปะหลังไทยมีโอกาสส่งออกมากขึ้น”

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ต่างประเทศได้เห็นถึงแนวทางนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีในระยะกลางและระยะยาว ขณะที่ภาคการส่งออกจะเริ่มดีขึ้นในปีหน้า ซึ่งคาดว่าแนวโน้มจะขยายตัวได้ 3.6% ส่วนการส่งออกไตรมาส 4 ปี 2566 ยังมีโอกาสจะหดตัว 6.8% จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน ช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) 2566 มีมูลค่า 2.40 ล้านล้านบาท ไทยส่งออก 790,738 ล้านบาท นำเข้า 1,611,572 ล้านบาท ขาดดุลการค้าจีน 820,834 ล้านบาท

ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ด้านการลงทุน ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา จีนยังครองตำแหน่งนักลงทุนเบอร์ 1 ในประเทศไทย มีสัดส่วน 25% ของยอดรับส่งเสริมทั้งหมด หรือมูลค่า 90,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57,809 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการลงทุน 32,537 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของบีโอไอมีกำหนดจะเข้าร่วมในหลายเวที ทั้งเวที Belt and Road Forum ที่เป็นเวทีใหญ่ และการนัดพบกับเอกชนแบบ 1 ต่อ 1โดยในส่วนบริษัทอีวีจีนจะเข้าร่วมการหารือในเวทีสัมมนาใหญ่

“การลงทุนจีนตอนนี้มาเป็นอันดับ 1 จะเห็นว่าทิศทางการลงทุนจีนจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 3 สาขาหลัก เรื่องอีวี รวมถึงแบตเตอรี่และชิ้นส่วน กลุ่มที่ 2 คือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มที่ 3 คือ ด้านดิจิทัล ซึ่งก็มีบริษัทใหญ่ ๆ ของจีนหลายรายที่มีเบสในเมืองไทยแล้ว และก็จะทำให้เขาขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง หัวเว่ย อาลีบาบา Tencent แล้วก็มีอีกหลายบริษัท ไทยอยากให้กลุ่มเหล่านี้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และต้องการดึงดูดธุรกิจใหม่ ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็น 3 กลุ่มหลัก จริง ๆ จีนเขามีบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากที่เป็นคอร์ปอเรต ที่ทำหลาย ๆ อย่าง มีธุรกิจหลายอย่างในเครือ อันนี้ก็มีจำนวนมาก ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็มีโอกาสและมีศักยภาพที่เราจะชวนให้มาลงทุนในเมืองไทยในเรื่องต่าง ๆ ด้วย เพราะไทยมีโครงการพัฒนา infrastructure อีกมากมาย เป็นโอกาสที่จะชวนเขามาลงทุน”

สำหรับภาคเอกชนที่ร่วมคณะ 50 คน มาจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) 37 คน ทั้งจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 22 คน นำโดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทีมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 5 คน นำโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทย 10 คน นอกจากนี้ ยังมีทีมหอการค้าไทย-จีนอีก 6 คน มีเอกชนรายใหญ่ที่จะเดินทางไปเสริมอีกจำนวนหนึ่ง เช่น บมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ บ้านปู อมตะฯ มิตรผล และซี แวลู ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) บริษัท แปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ำ จำกัด และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน รัฐบาลเศรษฐา โรดโชว์