‘ไทย-อินโดนีเซีย’ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ โอกาสทองอาเซียน ?
ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียศึกษา เปิดมุมมอง ‘ไทย-อินโดนีเซีย’ วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจและนโยบายเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอินโดนีเซีย ชี้เป็นโอกาสทองของไทยในการขยายการลงทุนทั้งอุตสาหกรรม EV ฮาลาล สุขภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมแนะโมเดลจับคู่ผู้ครองทรัพยากร-ผู้ผลิต ลดการแข่งขัน และเตือนนักลงทุนไทยศึกษากฎระเบียบ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่อย่างรัดกุม
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย และอาจารย์สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทราบถึงมุมมองฉากทัศน์ใหม่ทางการค้ากับการเยือนอินโดนีเซียของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล และคณะ
ผศ.ดร.อรอนงค์ ได้ฉายภาพใหญ่ของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปัจจุบันอย่างละเอียดว่า หากมองในระยะสั้น อินโดนีเซียเพิ่งเผชิญกับสภาวะความผันผวนในตลาดหุ้นและความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลชุดใหม่เริ่มดำเนินนโยบายประชานิยมที่ต้องใช้นโยบายการคลังและงบประมาณมหาศาล
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ โครงการจัดสรรอาหารกลางวันฟรี รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งทำให้ตลาดและนักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลต่อความมั่นคงและวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างระยะยาว เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังอยู่ในช่วง “การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่” เพื่อสลัดภาพจากการเป็นเพียงประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบและทรัพยากรขั้นต้น มุ่งสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีตามแผนยุทธศาสตร์ Indonesia Emas 2045 โดยมีนโยบายหลักที่กำลังขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
- นโยบายการแปรรูปอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstreaming) การออกกฎหมายห้ามส่งออกแร่ดิบอย่างเด็ดขาด เพื่อบังคับให้กลุ่มทุนต่างชาติที่ต้องการทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซีย ต้องเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศเท่านั้น
- การผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวและ EV Hub การดึงเอาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ (เช่น นิเกิล) ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ มาเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อตั้งเป้าหมายให้อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของภูมิภาคอาเซียน
- การสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) การยกระดับความมั่นคงด้านอาหารให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงการมองว่าโครงการอาหารกลางวันฟรีเป็นหนึ่งในกลไกกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานการเกษตรภายในประเทศ
- การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน การสานต่อนโยบายจากยุคอดีตประธานาธิบดี โจโก วีโดโด ในการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่หมู่เกาะอันกว้างใหญ่เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่อินโดนีเซียต้องการจากไทยเพื่อเติมเต็มศักยภาพ
ผศ.ดร.อรอนงค์ ชี้ว่า ในสายตาของรัฐบาลและภาคเอกชนอินโดนีเซีย ไทยไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งในอาเซียน แต่เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในจุดที่อินโดนีเซียยังขาดแคลน โดยต้องการความร่วมมือจากไทย 4 มิติหลัก ดังนี้
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีและ Know-how ด้านการผลิต อินโดนีเซียต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ยาวนานของไทยในฐานะฐานการผลิตหลักของภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมือแพทย์
- เทคโนโลยีการเกษตรและการแปรรูปอาหาร ไทยมีชื่อเสียงอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียในเรื่องคุณภาพสินค้าเกษตร เทคโนโลยีการผลิตอาหารแปรรูป และระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมฮาลาล
- การขยายเงินทุนจากภาคเอกชนไทย ความต้องการดึงดูดกลุ่มทุนไทยที่เคยเข้าไปปักหมวดธุรกิจสำเร็จแล้ว เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เกษตรกรรม และอาหาร ให้ขยายขอบเขตการลงทุนเพิ่มเติม
- ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรม การฟื้นฟูและกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงข้ามชาติ ความมั่นคงไซเบอร์ และการลาดตระเวนชายแดน ซึ่งไทยและอินโดนีเซียเคยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากในอดีต โดยเฉพาะการประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลและการจับกุมผู้ก่อการร้ายข้ามชาติตั้งแต่หลังเหตุวินาศกรรม 9/11
โอกาสทองของไทย ปรับโมเดลจากการค้า สู่การ “ร่วมทุน”
ในการเดินทางเยือนของผู้นำไทยครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียศึกษาเสนอแนะว่า ภาคธุรกิจไทยควรก้าวข้ามโมเดลการค้าแบบดั้งเดิม (ซื้อมา-ขายไป) ไปสู่ “การร่วมลงทุน” เพราะเป็นการจับคู่ระหว่าง “ทรัพยากรและแรงงานมหาศาลของอินโดนีเซีย” เข้ากับ “ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตของไทย” โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมไฮไลต์ดังนี้
1. อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Supply Chain แบตเตอรี่
ผศ.ดร.อรอนงค์ กล่าวเกี่ยวกับมุมมองในด้านนี้ว่า
“ปัจจุบันอินโดนีเซียมีกฎหมายเด็ดขาดเรื่องห้ามส่งออกแร่ดิบ ทำให้เราไม่สามารถซื้อวัตถุดิบกลับมาผลิตในไทยได้ ทางออกเดียวที่จะไม่ให้ไทยกับอินโดนีเซียกลายเป็นคู่แข่งกันเอง คือการที่ไทยนำความเชี่ยวชาญด้านการประกอบชิ้นส่วนยานยนต์เข้าไปเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนในอินโดนีเซีย เอาจุดแข็งมาคอมพลิเมนท์กัน แต่สิ่งที่เราต้องระวัง คือ การแข่งขันที่สูงมากจากคู่แข่งต่างชาติอย่าง จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่รุกหนักในตลาดนี้เช่นกัน”
2. อุตสาหกรรมฮาลาลที่มากกว่าแค่อาหาร
อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่มีขนาดตลาดสินค้าและบริการฮาลาลใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคำว่า “ฮาลาล” ในบริบทของอินโดนีเซียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่อาหาร แต่ครอบคลุมถึง
- ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม และแฟชั่นมุสลิม
- บริการและภาคการเงิน การท่องเที่ยวแบบมุสลิมมิตร (Muslim-friendly Tourism) และระบบสถาบันการเงินที่ดำเนินงานตามหลักศาสนาอิสลาม
- จุดแข็งของไทย สินค้าเกษตรและอาหารจากไทย (เช่น ข้าว ผลไม้ ผักสด อาหารแปรรูป) ได้รับความไว้วางใจสูงมากในเรื่องคุณภาพ แม้ไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่ไทยมีระบบการรับรองมาตรฐานฮาลาลที่เข้มงวดและเป็นสากล หากไทยยกระดับสินค้าส่งออกและเข้าไปตั้งฐานการผลิตฮาลาลในอินโดนีเซียได้ จะเป็นการทะลวงตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล
3. ธุรกิจบริการสุขภาพและการแพทย์
ปัจจุบันมีกลุ่มคนอินโดนีเซียชนชั้นกลาง-บนที่มีกำลังซื้อสูงจำนวนมาก นิยมเดินทางออกมารักษาตัวและรับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยและสิงคโปร์ โอกาสของไทยจึงมีทั้งการอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยเดินทางมารักษาในไทย และการขยายธุรกิจด้วยการนำทุนหรือแบรนด์โรงพยาบาลไทยไปเปิดสาขาร่วมทุนในอินโดนีเซีย
4. เศรษฐกิจดิจิทัล และบริการ Tele-services
หลังวิกฤตโควิด-19 อินโดนีเซียมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนกลุ่ม Startups ทั้งในด้านการอบรมและเงินทุน ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในด้าน
- FinTech & Payment System ขยายระบบการชำระเงินข้ามแดน (Cross-border QR Payment) ให้ครอบคลุมทุกสถาบันการเงิน เพื่อเอื้อต่อการท่องเที่ยวและการค้า
- Tele-Medicine & EdTech การนำระบบการแพทย์ไกล (Tele-medicine) เข้าไปให้บริการปรึกษาโรคเบื้องต้น รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เชื่อมโยงการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัย
- FoodTech & Cybersecurity การนำเทคโนโลยีติดตามสินค้าเกษตรและการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้าไปร่วมพัฒนา
3 ประการที่นักลงทุนไทยต้องคำนึงก่อนรับมือ
ผศ.ดร.อรอนงค์ ได้ทิ้งท้ายถึงข้อควรระวังสำคัญสำหรับรัฐบาลและภาคเอกชนไทยที่คิดจะเข้าไปทำธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก
1. ความผันผวนของกฎหมายและระบบราชการที่ซับซ้อน
กฎระเบียบและนโยบายการค้าของอินโดนีเซียมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น การประกาศห้ามนโยบายส่งออกแร่ดิบอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ โครงสร้างระบบราชการยังมีความซับซ้อน ต้องติดต่อผ่านหลายหน่วยงาน ซึ่งมักจะตามมาด้วยความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอรัปชันและการเรียกรับเงินใต้โต๊ะ แม้รัฐบาลจะพยายามรณรงค์เรื่องความโปร่งใสก็ตาม
2. สภาพแวดล้อมการแข่งขันที่รุนแรงจากมหาอำนาจ
ไทยไม่ใช่ผู้เล่นเดียวที่มองเห็นโอกาส ตลาดอินโดนีเซียเต็มไปด้วยนักลงทุนเจ้าเดิมที่เข้าไปปักหลักนานแล้วอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ประกอบกับปัจจุบันทุนจีนกำลังรุกหนักในทุกอุตสาหกรรม ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องหา Niche Market หรือจุดแข็งที่แตกต่างจริงๆ
3. ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและระดับความเคร่งทางศาสนา
แม้อินโดนีเซียจะได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศมุสลิมสายกลาง (Moderate) แต่ในความเป็นจริง ตลาดอินโดนีเซียไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยต้องศึกษาความแตกต่างของแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด
“วัฒนธรรมและเฉดความเคร่งครัดทางศาสนาในอินโดนีเซียมีความหลากหลายสูงมาก เมืองใหญ่ อย่าง จาการ์ตา บันดุง หรือสุราบายา จะมีความเป็นเมือง ทันสมัย และเปิดกว้าง ขณะที่บางพื้นที่อย่าง จังหวัดอาเจะฮ์ มีการใช้กฎหมายอิสลาม (Sharia Law) อย่างเต็มรูปแบบ หรือในพื้นที่ชนบทก็จะมีระดับความเคร่งครัดที่แตกต่างออกไป”
ผศ.ดร.อรอนงค์ กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า
“ธุรกิจบางประเภทอาจทำได้ดีในเมืองหนึ่ง แต่ทำไม่ได้ในอีกเมืองหนึ่งก็ได้จากปัจจัยทางด้านศาสนา นอกจากนี้ ต้องเข้าใจศึกษาวิถีชีวิตของเขา เช่น การหยุดยาวหลังเทศกาลถือศีลอด (Hari Raya) ของอินโดนีเซียที่อาจหยุดต่อเนื่องยาวนานเป็นสัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากชาวมุสลิมในไทย การเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ”