กนช.เคาะ 99 โครงการ 509 ล้าน รับมือน้ำท่วม-แล้ง เตือนท้ายเจ้าพระยาน้ำจ่อขึ้น 1.25 เมตร
กนช.เห็นชอบหลักการใช้งบกลาง 509.7005 ล้านบาท เดินหน้า 99 โครงการเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำทั่วประเทศ พร้อมเตรียมเสนอแผนรับมือมหาอุทกภัยหาดใหญ่และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่อ ครม. ขณะที่ สทนช.เตือนฝนหนักหลายพื้นที่ช่วง 23-27 กันยายน 2569 และจับตาน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา หากมีน้ำหลากไหลผ่านในเกณฑ์ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มอีก 0.75-1.25 เมตร กระทบพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำหลายจังหวัด
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแผนงานโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 99 โครงการ วงเงินรวม 509.7005 ล้านบาท เพื่อเร่งแก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำในพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั่วประเทศ
ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานของคณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงแผนเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปขับเคลื่อนต่อไป
นายชยันต์กล่าวว่า ทุกหน่วยงานยังต้องเตรียมรับมือฤดูฝนของภาคใต้ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะมาถึง พร้อมกำชับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้รวดเร็วที่สุด
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์สารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำลาวอย่างใกล้ชิด พร้อมชี้แจงสถานการณ์และให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน สทนช.ประเมินว่า ช่วงวันที่ 23-27 กันยายน 2569 หลายพื้นที่ของประเทศจะมีฝนตกหนัก และบางแห่งมีฝนตกหนักมาก โดยจะเริ่มมีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก ก่อนขยายไปยังภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ในระยะถัดไป
สาเหตุมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางที่จะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลาง ตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น
สำหรับภาคตะวันออก สทนช.ประกาศเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยช่วงวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เนื่องจากมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก และน้ำท่วมขัง
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อำเภอปากพลี บ้านนา และเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก, เมืองปราจีนบุรี นาดี กบินทร์บุรี และประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี, เมืองสระแก้วและวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว รวมถึงพื้นที่เสี่ยงในฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
พร้อมกันนี้ ต้องติดตามระดับน้ำในแม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระสทึง คลองพระปรง และแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งมีความเสี่ยงที่ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล้นตลิ่ง และท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
สทนช.ยังออกประกาศฉบับที่ 5/2569 ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในช่วงวันที่ 22-26 กันยายน ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้
อีกจุดสำคัญ คือพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดย สทนช.คาดการณ์ว่าจะมีน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.75-1.25 เมตร
พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท, อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี, อำเภอเมืองอ่างทองและวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง, อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงอำเภอเมืองปทุมธานีและสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ
สทนช.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง และพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ พร้อมตรวจสอบแนวคันริมแม่น้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปรับแผนบริหารจัดการแหล่งเก็บกักน้ำ และเร่งพร่องน้ำรองรับฝน
ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 8,202 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% เขื่อนสิริกิติ์ 7,486 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 79% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 572 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 570 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 65%
นอกจากนี้ กนช.ยังเห็นชอบโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำญวน จังหวัดพะเยา ความจุ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้เวลาดำเนินการ 6 ปี ระหว่างปี 2571-2576 วงเงิน 2,600 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนพื้นที่กว่า 20,910 ไร่ ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ประชุมยังเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินงานภายใต้กรอบวงเงินเดิมอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน จังหวัดสุโขทัย จาก 8 ปีเป็น 9 ปี และโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จาก 10 ปีเป็น 14 ปี