เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คปภ. ชี้โรงเรียนดังนนทบุรีเหตุกราดยิง ทำประกันกลุ่มของ “วิริยะ” เสียชีวิตรายละ 1 แสน บาดเจ็บ 1 หมื่นบาท
Finance คปภ. ชี้โรงเรียนดังนนทบุรีเหตุกราดยิง ทำประกันกลุ่มของ “วิริยะ” เสียชีวิตรายละ 1 แสน บาดเจ็บ 1 หมื่นบาท
Cafe Amazon ฮิตจัดไตรมาส 2 ขายเครื่องดื่มเพิ่ม 10 ล้านแก้ว
Business Cafe Amazon ฮิตจัดไตรมาส 2 ขายเครื่องดื่มเพิ่ม 10 ล้านแก้ว
ราคาทองวันนี้ (7 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณบาทละ 67,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณบาทละ 67,950 บาท
AAHRS 2026 ปักหมุดเชียงใหม่ ดัน Medical Hub ชิงเค้กตลาดปลูกผมพันล้าน
เศรษฐกิจภูมิภาค AAHRS 2026 ปักหมุดเชียงใหม่ ดัน Medical Hub ชิงเค้กตลาดปลูกผมพันล้าน
‘AI-ดาต้าเซ็นเตอร์’ ใช้ไฟพุ่ง เปลี่ยนเกมแข่ง ‘อสังหาฯอุตสาหกรรม’
Real Estate ‘AI-ดาต้าเซ็นเตอร์’ ใช้ไฟพุ่ง เปลี่ยนเกมแข่ง ‘อสังหาฯอุตสาหกรรม’
ก.ศึกษา สั่งประสานนักจิตวิทยาดูแลผลกระทบจิตใจนักเรียน-ครู เหตุยิงในโรงเรียน
Politics ก.ศึกษา สั่งประสานนักจิตวิทยาดูแลผลกระทบจิตใจนักเรียน-ครู เหตุยิงในโรงเรียน
Gen Z จีนฮิต “ร้อยมาลัย-พับดอกบัว” วัดเจ็ดยอด ดัน Soft Power ล้านนาสู่ Experiential Tourism
เศรษฐกิจภูมิภาค Gen Z จีนฮิต “ร้อยมาลัย-พับดอกบัว” วัดเจ็ดยอด ดัน Soft Power ล้านนาสู่ Experiential Tourism
อนุทิน เผย ‘เมียนมา’ ขอไทยคุมเข้มชายแดน สกัดชนกลุ่มน้อยลอบขนอาวุธ
Politics อนุทิน เผย ‘เมียนมา’ ขอไทยคุมเข้มชายแดน สกัดชนกลุ่มน้อยลอบขนอาวุธ
ไทยคม เปลี่ยนชื่อเป็น ‘กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี’
Tech ไทยคม เปลี่ยนชื่อเป็น ‘กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี’
นายกฯ กำชับคุมเข้มปืน ย้ำไม่อนุญาตพกนอกเคหสถาน หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบ
Politics นายกฯ กำชับคุมเข้มปืน ย้ำไม่อนุญาตพกนอกเคหสถาน หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบ
ดูทั้งหมด

อีไอซี หั่นจีดีพีปี 67 เหลือโต 3% ใช้จ่ายภาครัฐ-ท่องเที่ยวโตต่ำ

14 ธ.ค. 2566 | 14:52น.

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี หั่นจีดีพีปี’67 เหลือ 3.0% จาก 3.5% และปี’66 เหลือโต 2.6% เหตุงบประมาณภาครัฐล่าช้า กดดันการใช้จ่ายภาครัฐหดตัว-ท่องเที่ยวฟื้นตัวช้าตามเศรษฐกิจจีนชะลอตัว คาดทั้งปีอยู่ที่ 36 ล้านคน จาก 38 ล้านคน ย้ำฟื้นตัวช้า ไม่แน่นอน พร้อมเสนอ 4 ทางออกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ หลังศักยภาพไทยโตต่ำเฉลี่ย 3.03%

วันที่ 14 ธันวาคม 2566 นางสาวฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า อีไอซี ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.0% มาอยู่ที่ 2.6% ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดมาก

รวมถึงงบประมาณที่มีความล่าช้า ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐหดตัว ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากประมาณการเดิมจาก 30 ล้านคน เหลือ 28 ล้านคน ส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2566 อยู่ที่ 25.7 ล้านคน ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะสามารถทำได้ตามคาดการณ์

ทั้งนี้ คาดการณ์อัตราการขยายตัวจีดีพีในปี 2567 อยู่ที่ 3.0% จากเดิมอยู่ที่ 3.5% (ไม่รวมดิจิทัลวอลเลต) กรณีรวมจะบวกเพิ่ม 1-2% ภายในระยะเวลา 2 ปี อย่างไรก็ดี แนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐ และภาคการท่องเที่ยวจะยังเห็นผลกระทบต่อเนื่องถึงปี 2567 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าจะอยู่ที่ 36 ล้านคน จาก 38 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะมีเครื่องยนต์ภาคการส่งออกมาช่วยขับเคลื่อนในการเติบโตจากปี 2566 ที่มีอัตราการเติบโตติดลบ -1.5% และจะกลับมาโตเป็นบวกในปี 2567 อยู่ที่ 3.7% ตามการขยายตัวของภาคการค้าโลกที่คาดว่าจะโต 3-4% ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะขยายตัวจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ อาหารและเครื่องดื่ม และอิเล็กทรอนิกส์ที่ฟื้นตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับดีขึ้น

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวที่ระดับ 4.4% ตามการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าในทุกปี หากดูจากข้อมูลไทยฟื้นตัวช้าเป็นอันดับที่ 155 จาก 189 ประเทศของโลก

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะคงอยู่ในระดับปัจจุบันที่ 2.5% ไปตลอดปี 2567 เนื่องจากเป็นระดับที่เหมาะสมต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่ระดับศักยภาพในระยะยาว (Neutral rate) และช่วยเอื้อให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้ และช่วยสร้างความสมดุลในระบบการเงินจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงกลับเป็นบวกได้ โดยเป็นการลดแรงจูงใจในการก่อหนี้ใหม่ของครัวเรือนและลดการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป จากภาวะดอกเบี้ยต่ำนาน

ขณะที่เงินบาทจะทรงตัวในกรอบ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และจะแข็งค่าต่อเนื่องอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2567 จากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมของภาครัฐและแนวโน้มธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ย

สำหรับเศรษฐกิจโลกในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเป็น 2.5% จาก 2.7% ในปี 2566 จากผลของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเงินออมส่วนเกินที่ใกล้หมด โดยเฉพาะสหรัฐ นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอลงทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลาง จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดดัน ในระยะปานกลางเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แต่จะขยายตัวต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด จากปัจจัยกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม จากอัตราเงินเฟ้อโลกที่ลดลงเร็ว ก็มีผลทำให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักมาถึงเร็วขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มลดดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปีหน้า มาเป็นในไตรมาส 2 ปี 2567

“ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยคือ เศรษฐกิจโลกและจีนที่โตช้าลง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ที่อาจจะกระทบต่อกำลังซื้อให้ฟื้นตัวได้ยาก แต่ยังมีปัจจัยบวกเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ดี สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่เท่ากัน และไม่แน่นอน และเศรษฐกิจโลกเองก็มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย แต่โดยรวมเศรษฐกิจไทยปีหน้าและปีต่อไปยังเป็นการเติบโตแต่ต่ำกว่าศักยภาพ”

นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Intelligence Center (EIC) กล่าวว่า ในระยะยาว SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยยังน่าห่วง เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำบนศักยภาพการเติบโตที่ลดลง อันเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งการลงทุนต่ำ ผลิตภาพการผลิตลดลง และแผลเป็นจากวิกฤตโควิด ซึ่งชัดเจนว่าไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดได้ช้าติดอันดับรั้งท้ายในโลก

อีไอซี หั่นจีดีพีปี 67 เหลือโต 3% ใช้จ่ายภาครัฐ-ท่องเที่ยวโตต่ำ
นายสมประวิณ มันประเสริฐ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและอ่อนแอจากภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ยังมีหนี้สูง แต่รายได้เติบโตช้า อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศ

เช่น ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายในประเทศที่ยังต้องจับตานโยบายรัฐบาลที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ทรัพยากรภาครัฐมีจำกัดในการใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการลงทุนเพิ่มศักยภาพประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ SCB EIC เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยด้วยชุดนโยบาย “4 สร้าง” ได้แก่

1.สร้างภูมิคุ้มกันให้ครัวเรือน ผ่านการสร้างกลไก Social assistance และ Social insurance ที่ครอบคลุมและเพียงพอ

2.สร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ผ่านการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า ปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศ และผลักดันไทยให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยเร่งให้ไทยเข้าถึงองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของ OECD ได้

3.สร้างกลยุทธ์การลงทุนของประเทศให้เหมาะสมกับพลวัตโลกที่เปลี่ยนไป และ

4.สร้างความยั่งยืนของภาคการผลิตไทย ผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญเอื้อให้ภาคธุรกิจปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเป็นภาวะปกติที่ไม่เหมือนเดิม แม้ว่าจีดีพีจะกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ แต่ในระยะต่อไปศักยภาพไทยจะลดลง เพราะหากดูข้อมูลในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา จีดีพีโต 8% และ 10 ปีก่อนเหลือโต 5% และตอนนี้เราโตได้ 3% เราก็ดีใจแล้ว ดังนั้น มองว่าในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยอยู่ใน 3 คำก็คือ โตช้า เปราะบาง และไม่แน่นอน

ซึ่งจากที่เราทำตัวเลขจีดีพียาวไปถึงปี 2567-2588 จีดีพีโดยเฉลี่ยจะโต 3.03% เทียบช่วงก่อนโควิด-19 ที่โตเฉลี่ยที่ 3.45% โดยปัจจัยมาจากการกระจุกตัวของการเติบโตของเศรษฐกิจ และความเปราะบางของหนี้ครัวเรือนเป็นหลัก ส่วนแนวทางการแก้หนี้ที่ทางภาครัฐออกมานั้น มองว่าการแก้หนี้จะต้องใจเย็น ที่สำคัญไม่ได้เกิดจากการลดหนี้เพียงอย่างเดียว จะต้องควบคู่กับรายได้ที่เพิ่มด้วย ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องไปดูที่โครงสร้างพื้นฐานของเราอีก จึงเป็นเรื่องไม่ง่าย น่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีจะเห็นภาพชัดขึ้น”