ตลาดทรงตัว ไร้ปัจจัยหนุน เนื่องจากหยุดวันคริสต์มาส
ตลาดทรงตัว ไร้ปัจจัยหนุน เนื่องจากหยุดวันคริสต์มาส ดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่า หลังธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณยุติวงจรปรับขึ้นดอกเบี้ย และจะปรับลดาดอกเบี้ยในปี 2567
วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 26 ธันวาคม 2566 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/12) ที่ระดับ 34.63/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ (25/12) ที่ระดับ 34.58/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ดี ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างบางเบาเนื่องในวันหยุดต่อเนื่องเทศกาลคริสต์มาส ทั้งนี้ดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลักจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณยุติวงจรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแถลงการณ์หลังการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุด (12-13/12) และจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2567
สำหรับปัจจัยในประเทศ เมื่อวันจันทร์ (25/12) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2566 มีมูลค่า 23,479.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.9% โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 25,879.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.1% และไทยขาดดุลการค้ามูลค่า 2,399.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกไทย 11 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ -1.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565
สำหรับแนวโน้มในปี 2566 และ 2567 กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกทั้งปี 2566 จะกลับมาอยู่ในระดับที่ดีกว่าช่วงภาวะปกติ ก่อนเกิดโควิด-19 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในปีนี้ และปี 2567 จะได้รับแรงหนุนให้กลับมาขยายตัวได้ สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลกตามวัฏจักรของอุปสงค์ของสินค้าต่าง ๆ และฐานตัวเลขที่ต่ำในปีก่อนหน้า ซึ่งองค์การการค้าโลก (WTO) มีมุมมองว่าการค้าโลกจะขยายตัวได้มากขึ้นที่ราว 3.3% ในปี 2567 จากปี 2566 ที่คาดว่าจะหดตัวอยู่ที่ 0.8% พร้อมกับความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนที่กลับมา
การส่งออกไทยมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเชิงลบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญอย่างประเทศจีน เศรษฐกิจจีนยังคงฟื้นตัวได้ไม่มากนัก ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจยูโรโซนก็อาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวแทนการถดถอยทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ในช่วงบ่ายวันนี้ (26/12) มีการประชุม ครม. เรื่องนโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ โดยกระทรวงแรงงานเตรียมเสนอที่ประชุมรับทราบมติคณะกรรมการค่าจ้างหรือไตรภาคีปรับขึ้นค่าแรงอัตราวันละ 2-16 บาท เฉลี่ย 2.37% ให้มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 345 บาทต่อวัน
โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในระหว่าง 34.58-72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/12) ที่ระดับ 1.1020/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (25/12) ที่ระดับ 1.1013/17 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทั้งนี้ตลาดการเงินของหลายประเทศในฝั่งยุโรปปิดทำการในวันคริสต์มาสต่อเนื่อง (25-26/12) โดยตลาดรอดูปัจจัยใหม่อื่นเพิ่มเติม โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1007-1.1028 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1014/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/12) ที่ระดับ 142.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (25/12) ที่ระดับ 142.36/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการธนาคารแห่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีการแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (25/12) ว่า แนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อของ BOJ นั้นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์มองว่าการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นสัญญาณว่า BOJ จะพิจารณายุติการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขอัตราว่างงานเดือน พ.ค. ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่สัดส่วนตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัครงานอยู่ที่ 1.28 ในเดือนพฤศจิกายน ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 1.30 ในเดือนก่อนหน้า
ซึ่งข้อมูลแรงงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ BOJ ใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.10-142.39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 142.38/39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิตเดือนธันวาคมจากเฟดริชมอนด์ (27/12), ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย เดือนพฤศจิกายน (28/12), ปริมาณการนำเข้าของไทย (28/12), ปริมาณการส่งออกของไทย (28/12), ดุลบัญชีการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย (28/12), ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนของไทย เดือนพฤศจิกายน (28/12), ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทย เดือนพฤศจิกายน (28/12), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (28/12) และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย เดือนพฤศจิกายน (28/12)
สำหรับอัตราที่ป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.2/-9.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -13/-11 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ