แผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยตลอดครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การผลักดันโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวแรก “รถปิกอัพ” ตามมาด้วย “อีโคคาร์” ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ก่อนที่จะมาถึงโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 3 “EV” ซึ่งรัฐบาลก็เชื่อว่าน่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับปิกอัพและอีโคคาร์ โดยเฉพาะช่วงออกสตาร์ตปรู๊ดปร๊าดตามสไตล์รถ EV เลยทีเดียว
เพียงแต่การเดินทางไปสู่โปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 3 เที่ยวนี้ดันไม่มีนักลงทุนญี่ปุ่นสักรายร่วมขบวน มีแต่ทัพลงทุนจีนเพียว ๆ มิหนำซ้ำยังไปได้สวย แค่ระยะเวลาปีเศษ ๆ กวาดแชร์ในตลาดไปมากกว่า 10%
ส่งผลให้บรรดาแถวหน้าค่ายญี่ปุ่นต้องออกโรงวิ่งล็อบบี้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อหาทางช่วยเหลือ
ในงานปาฐกถาพิเศษ “Next Chapter ประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายกฯเศรษฐาพูดบนเวทีตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยต้องไม่ลืมว่ามีมหาอำนาจอีกหนึ่งประเทศคือ “ญี่ปุ่น” เพราะถือเป็นประเทศที่มีการลงทุนสูงที่สุดในประเทศไทย
“เราเป็นคนไทย เราต้องไม่ลืมต้นน้ำที่ใครทำอะไรดี ๆ ให้กับเรา ญี่ปุ่นมีความกังวลเรื่องรถ EV ว่าเข้ามาแล้วทำให้เขาเสียเปรียบในแง่ธุรกิจ เพราะเขาอาจจะช้าไปนิดหนึ่ง สำหรับเรื่อง EV หลายคนคงเข้าใจ ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นดีทรอยต์ออฟเอเชีย มีโรงงานประกอบรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเยอะมาก
ถึงแม้วันนี้ประเทศไทยจะสนับสนุน EV แต่เราต้องสนับสนุนเครื่องยนต์สันดาปต่อไปด้วย ซึ่งตนเองจะเดินทางไปญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมนี้ หารือกับรัฐบาลญี่ปุ่นหรือเอกชนญี่ปุ่นเพื่อดูแลธุรกิจเดิม ๆ รถที่เครื่องยนต์สันดาปยังต้องมีต่อไปอีก 10-15 ปี โดยจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุดท้ายของเครื่องยนต์สันดาป”
หลังจากนั้นกระบวนการอุ้มรถสันดาปเพื่อให้ต่อกรกับรถ EV ก็อุบัติขึ้น โดยเฉพาะบีโอไอต้องออกหมายเรียก บิ๊กค่ายญี่ปุ่น เพื่อขอรับฟังความคิดเห็น สิ่งหนึ่งที่ค่ายรถสันดาปมองก็คือ การจะเปลี่ยนผ่านจากรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่มอเตอร์ไฟฟ้าควรจะมีช่วงเวลา และสเต็ปที่ควรเป็น ก็ต้องไล่เรียงเป็นขั้นตอน ไฮบริด ไปสู่ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ก่อนไปสิ้นสุดที่ EV
นอกจากนี้จากการรุกคืบเข้ามาของค่ายรถจีน โดยเฉพาะรถ EV ปัจจุบันสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดไปมากกว่า 10% ซึ่งปัจจุบันเป็นการนำเข้าเกือบทั้งหมด ทำให้กระทบกับผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเชนในประเทศไทย
แม้ว่ารถ EV จีนที่เข้ามาทำตลาดในไทยภายใต้มาตรการอุดหนุนมีเงื่อนไขที่ตกลงกับบีโอไอจะต้องผลิตชดเชย แต่ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กลับมาสนับสนุนในกลุ่มสันดาปบ้าง ก็น่าจะทำให้ประเทศสูญเสียเม็ดเงินไปไม่น้อย โดยเฉพาะการปรับเป้าการผลิตลงประมาณ 5-7 หมื่นคัน ในปี 2566 เท่ากับเม็ดเงินหายไปเกือบแสนล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แถมรัฐบาลยังต้องส่งเสริมด้วยเม็ดเงินมหาศาล
หลังจากนั้นสื่อหลายสำนักได้รายงานถึงแนวทางการส่งเสริมภาคอุตฯยานยนต์ของไทยว่า รัฐบาลจะให้การสนับสนุนควบคู่กันไปทั้งอุตฯ EV และอุตฯรถยนต์สันดาป แม้จะดูย้อนแยงกับเทรนด์ของโลกที่มุ่งสู่ Carbon Neutral แต่ก็ยังรักษาฐานผลิตสำคัญไว้ได้
7 ค่ายญี่ปุ่นเทเพิ่ม 1.5 แสนล้าน
ล่าสุด หลังการโรดโชว์ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-ญี่ปุ่น กลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่ารัฐบาลไทยมีข่าวดี 7 ค่ายรถญี่ปุ่นตอบรับเพิ่มการลงทุนในบ้านเราราว ๆ 1.5 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี โดยโตโยต้า 5 หมื่นล้าน ฮอนด้า 5 หมื่นล้าน อีซูซุ 3 หมื่นล้าน มิตซูบิชิ 2 หมื่นล้าน ที่เหลือก็เป็นแบรนด์อื่น ๆ
หลัก ๆ ของการลงทุนจะมีทั้งไฮบริด อีวี ไฮโดรเจน และพลังงานสะอาดอื่น ๆ
โตโยต้าชูปิกอัพอีวี-อีโคคาร์ไฮบริด
เริ่มจากโตโยต้ามองว่ารถปิกอัพปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแค่ในเมืองหลวงหรือหัวเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ใช้แพร่หลายในชนบทด้วย ดังนั้น ถ้ารถ EV แพร่หลายมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องมี
สถานีชาร์จไฟให้มากขึ้นด้วย จึงเรียกร้องให้ทางรัฐบาลสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องของสาธารณูปโภคในการชาร์จไฟ
รวมถึงการนำเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่างเช่นไฮบริด ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ส่วนการลงทุนในไทยจะเน้นขยายตลาดปิกอัพให้มีครบวงจร ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลเดิมผสมกับมอเตอร์ไฟฟ้า (ไฮบริด) ปิกอัพ EV และเทคโนโลยี Fuel Cell EV รถปิกอัพเซลล์พลังงานที่ได้จากการใช้ไฮโดรเจนทำปฏิกิริยากับเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าสำหรับนำไปขับเคลื่อนมอเตอร์
อีกกลุ่มหนึ่งคืออีโคคาร์ ซึ่งเป็นฐานผลิตสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งโตโยต้าพร้อมทำอีโคคาร์ไฮบริดทั้งหมดมาพร้อมกับเป้าหมายการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก็จะพุ่งเป้าไปที่พลังงานสะอาด ซึ่งโตโยต้าได้เริ่มทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อผลักดันพลังงานสีเขียว
โตโยต้ายังระบุชัดเจนว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยผลิตใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกอย่างละครึ่ง โดยเฉพาะรถปิกอัพโตโยต้าและอีซูซุ มียอดผลิตรวมกันสูงถึง 50% ส่วนอีโคคาร์ราว ๆ 25% ฉะนั้น ถ้านโยบายรัฐบาลช่วยค้ำจุนอุตสาหกรรมของรถยนต์ 2 ประเภทนี้ได้ก็จะเดินต่อไปได้อย่างแน่นอน
ฮอนด้าเปิดสายผลิต SUV ไฟฟ้า
ขณะที่ฮอนด้า ยืนยันว่า ปี 2567 จะเริ่มบุกรถ EV ทั้งนี้ได้เปิดสายการผลิต Honda e:N1 ยนตรกรรมเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ที่โรงงานฮอนด้า สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.ปราจีนบุรี โดยฮอนด้านับเป็นแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นหลักที่เริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ทั้งจากการผลิตและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และฮอนด้าได้เตรียมเดินหน้าสู่เป้าหมายปี พ.ศ. 2573 ในการผลิตและจำหน่ายยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าด้วยสัดส่วนไม่น้อยกว่า 2 ล้านคันทั่วโลก
อีซูซุเดินแผนผลิตปิกอัพอีวี
ไม่ต่างจากค่ายอีซูซุ ก็มีแผนที่จะผลิตรถปิกอัพ EV ในปี 2568 เพื่อรับแผนการส่งออกยุโรป ขณะที่ประเทศไทย ล่าสุุดตอบรับพลังงานสะอาด โดยได้ MOU กับ ปตท.ผลักดันความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยโครงการดังกล่าวประกอบด้วยการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ วิ่งใช้งานจริง โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบชาร์จ และ EV อีโคซิสเต็มของ ปตท.
นอกจากนี้ยังมีโครงการลดคาร์บอนฟุตพรินต์สำหรับรถยนต์ดีเซล โดยการทดสอบใช้ HVO (Hydro Vegetable Oil) หรือน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว รวมทั้งร่วมกับมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ศึกษาวิจัยน้ำมัน e-Fuels ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสามารถใช้งานในเครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนค่ายมิตซูบิชิ แม้จะยังไม่มีแผนชัดเจนด้านการผลิตปิกอัพ EV แต่มีกระแสข่าวว่า มิตซูบิชิสนใจที่จะขยายการลงทุน ผลิตรถไฮบริด ซึ่งจะเริ่มการผลิตรถไฮบริด 2 รุ่น ได้แก่ เอ็กซ์แพนเดอร์ ไฮบริด และ เอ็กซ์ ครอส ไฮบริด
ส่วนแบรนด์อื่น ๆ โดยเฉพาะนิสสัน ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนไปที่เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ในขณะที่ซูซูกิ หากรัฐบาลยังให้การส่งเสริมอีโคคาร์ ซึ่งซูซูกิมีความถนัดน่าจะเทน้ำหนักทั้งหมดไปที่อีโคคาร์ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาเสริม