Skip to content

ดอลลาร์แข็งค่า ตลาดลดคาดการณ์ เฟดลดดอกเบี้ยเดือน มี.ค.

17 ม.ค. 2567 | 18:29น.
ดอลลาร์แข็งค่า ตลาดลดคาดการณ์ เฟดลดดอกเบี้ยเดือน มี.ค.

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ตลาดลดคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยเดือน มี.ค. ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 63.3% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมวันที่ 19-20 มีนาคม

วันที่ 17 มกราคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 17 มกราคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/1) ที่ระดับ 35.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (16/1) ที่ระดับ 35.36/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

เนื่องจากดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.74% แตะที่ระดับ 103.36 ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในสมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่จะเป็นการปรับลดอย่างระมัดระวังและไม่รวดเร็วตามที่ตลาดคาดการณ์

ทั้งนี้ หลังจากการแสดงความเห็นของนายวอลเลอร์ นักลงทุนได้ปรับลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 63.3% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมวันที่ 19-20 มีนาคม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ให้น้ำหนัก 76.9%

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 35.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 19-20 มีนาคม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ให้น้ำหนักเพียง 19.0% สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ (16/1) เฟดสาขานิวยอร์กเปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ดิ่งลงสู่ระดับ -43.7 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -4.0 จากระดับ -14.5 ในเดือนธันวาคม โดยดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้มีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณปี 2568 โดยมีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3.48 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณปี 2567 โดยเป็นงบประมาณขาดดุล 7.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านบาท หรือ 2.89% ซึ่งคิดเป็น 3.56% ต่อจีดีพี เนื่องจากคาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้สุทธิ 2.887 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.34-35.67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.49/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ (17/1) ว่า GDP ในไตรมาส 4/2566 ขยายตัว 5.2% ซึ่งดีกว่าในไตรมาส 3 ที่มีการขยายตัว 4.9% โดยได้แรงหนุนจากการที่รัฐบาลจีนเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2566 อยู่ในระดับต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของรอยเตอร์ คาดไว้ว่าอาจจะขยายตัว 5.3% ส่วน GDP ทั้งปี 2566 ของจีน ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ราว 5% หลังจากจีนยุติการใช้มาตรการล็อกดาวน์ป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงสู่ระดับ 3% ในปี 2565

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/1) ที่ระดับ 1.0874/78 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (16/1) ที่ระดับ 1.0888/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ โดยแม้ว่าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 15.2 ในเดือนมกราคม จากระดับ 12.8 ในเดือนธันวาคม และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 12.0

ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 15.2 ในเดือนมกราคม จากระดับ 12.8 ในเดือนธันวาคม และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 12.0 ดัชนีความเชื่อมั่นได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

อย่างไรก็ดี ดัชนีคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจปรับตัวลง 0.2 จุด สู่ระดับ -77.3 ซึ่งบ่งชี้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเยอรมนีจะมีการขยายตัวเพียงเล็กน้อยในไตรมาส 1/2567 หลังจากหดตัวลง 0.3% ในปี 2566

ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0854-1.0884 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0874/78 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/1) ที่ระดับ 147.34/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (16/1) ที่ 146.52/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวเหนือระดับ 4% อยู่ที่ระดับ 4.01% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 4.25%

ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.60-147.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 147.73/74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนธันวาคมของสหรัฐ (17/1), ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนธันวาคมของสหรัฐ (17/1), การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคมของสหรัฐ (17/1), สต๊อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐ (17/1) และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนมกราคมจากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐ (17/1)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.2/-9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5/-4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ