หลังจากที่ยืดเยื้อมาถึง 3 รัฐมนตรีใน 2 รัฐบาล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ก็ได้ออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจจะเข้าร่วมประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565-2566 (แหล่งเอราวัณ-บงกชมีกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกัน 2,110 ล้าน ลบ.ฟุต/วันหรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของก๊าซที่ผลิตในอ่าวไทยทั้งหมด) ตาม TOR เปิดประมูลในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) แปลงสำรวจหมายเลข G1/61 พื้นที่ประมาณ 4,501 ตารางกิโลเมตร กับแปลงสำรวจหมายเลข G2/61 พื้นที่ประมาณ 3,247 ตารางกิโลเมตร เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมานี้ โดยการประมูลครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยใช้ระบบ PSC หลังจากที่ใช้ระบบการให้สัมปทานปิโตรเลียมมาอย่างยาวนาน
4 เงื่อนไขหลักในการเข้าประมูล
เงื่อนไขหลักในการประมูลแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในระบบ PSC ทั้ง 2 แปลงจะประกอบไปด้วย 1) ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตจะต้องผลิตก๊าซธรรมชาติในปริมาณการผลิต “ขั้นต่ำ” 800 ล้าน ลบ.ฟุต/วันในแปลงสำรวจหมายเลข G1/61 (แหล่งเอราวัณเดิม) กับ 700 ล้าน ลบ.ฟุต/วันในแปลงสำรวจหมายเลข G2/61 (แหล่งบงกชเดิม) ทั้ง 2 แหล่งต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี
2) ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเสนอราคาก๊าซธรรมชาติที่ “ไม่สูงไปกว่าราคาเฉลี่ย” ของราคาก๊าซธรรมชาติในปัจจุบันตามสูตรราคาที่กำหนดในเงื่อนไขการประมูล
3) ให้ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้แก่รัฐ ซึ่งจะต้อง “ไม่ต่ำกว่า” 50% รวมทั้งเสนอผลประโยชน์พิเศษต่าง ๆ อาทิ โบนัสการลงนาม, โบนัสการผลิต และผลประโยชน์พิเศษอื่น ๆ ด้วย และ 4) ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องเสนอสัดส่วนการจ้างงานพนักงานคนไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ในปีที่ 1 และเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ในสิ้นปีที่ 5 ของการดำเนินงานในทั้ง 2 แปลง
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การเปิดประมูลครั้งนี้จะมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูล 3-4 ราย เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยืนยันจะเข้าร่วมการประมูลมายังกรมเชื้อเพลิงแล้ว โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เข้าร่วมประมูล นอกจากจะต้องมีประสบการณ์ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ก๊าซธรรมชาติ) ในพื้นที่ทะเลแล้ว จะต้องมีทุนจดทะเบียนบริษัทของผู้เข้าร่วมประมูล แบ่งเป็นแหล่งเอราวัณอยู่ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กับแหล่งบงกชที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในกรณีที่เงินทุนจดทะเบียนไม่ถึงตามที่กำหนดไว้นั้น ผู้เข้าร่วมประมูลสามารถนำเงินทุนจดทะเบียนของบริษัทแม่มาบวกรวมได้ เช่น ปตท.สผ.ก็สามารถนำเงินทุนจดทะเบียนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มารวมได้
ปตท.สผ.แพ้ไม่ได้
สำหรับโครงสร้างผู้ร่วมทุนในแหล่งเอราวัณเดิม จะประกอบไปด้วย บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตถือหุ้น 71.25%, บริษัทมิตซุย ออยล์ เอ็กซพลอเรชั่น (MOECO) 23.75% และ ปตท.สผ. 5% ส่วนแหล่งบงกช ประกอบไปด้วยบริษัท ปตท.สผ. 66.6667% กับบริษัทโททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ 33.3333% หรือเท่ากับว่า ในแหล่งเอราวัณมีบริษัทเชฟรอนเป็น operator ส่วนบริษัท ปตท.สผ.จะเป็น operator หลักในแหล่งบงกช
ด้านแหล่งข่าวในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยให้ความเห็นมีความเป็นไปได้ว่า บริษัทเชฟรอนพร้อมผู้ร่วมทุนรายเดิมจะต้อง “ปักธง” ลงไปที่แหล่งเอราวัณ เช่นเดียวกับที่บริษัท ปตท.สผ.กับบริษัทโททาลฯ ก็จะ “ปักธง” ลงไปที่แหล่งบงกชจากความเป็น operator หลักเฉพาะกรณีของบริษัท ปตท.สผ.นั้นชัดเจนมาก เนื่องจากในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท ปตท.สผ.ได้ใช้เงินลงทุนไปถึง 750 ล้านเหรียญสหรัฐในการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกช (แปลง B15-16-17 กับ G12/48) จากบริษัท Shell Integrated Gas Thailand ทำให้สัดส่วนการลงทุนในแหล่งของ ปตท.สผ.เพิ่มขึ้นจาก 44.4445% เป็น 66.6667% โดยการลงทุนครั้งนี้ผู้เกี่ยวข้องในวงการเห็นว่า เป็นดีลที่ ปตท.สผ.จะ “แพ้ไม่ได้” เพราะรายได้จากแหล่งบงกชคิดเป็นร้อยละ 25 ของยอดขายรวมทั้งหมดหรือประมาณ 860 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันของ ปตท.สผ.
ส่วนทางด้านบริษัทมูบาดาลา ปิโตรเลียมนั้น แม้จะเป็นผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมในแหล่งมโนราห์-นงเยาว์-จัสมินในอ่าวไทย จากการเข้าซื้อแหล่งต่อจากบริษัท Pearl Energy ในอดีต แต่ส่วนใหญ่แหล่งเหล่านี้จะผลิตปิโตรเลียม “ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ” ดังนั้นความชำนาญในการเข้าบริหารแหล่งต่อจากรายเดิมจึงเป็นเรื่องที่จะต้องคิดหนัก
แต้มต่อที่เหนือกว่า
นอกจากนี้หากพิจารณาเงื่อนไขในการเข้าประมูลในระบบ PSC ดี ๆ ก็จะพบว่า ผู้รับสัมปทานรายเดิมในแหล่งเอราวัณ-บงกชดูเหมือนจะมี “แต้มต่อ” ที่เหนือกว่าผู้เข้าร่วมการประมูลรายใหม่ในเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการคือ 1) การรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติไว้ให้ได้ในปริมาณ “ขั้นต่ำ” ที่ 800 ล้าน ลบ.ฟ./วันในแหล่งเอราวัณเดิม กับ 700 ล้าน ลบ.ฟ./วันในแหล่งบงกชเดิม กับ 2) ข้อกำหนดที่ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติที่แต่ละบริษัทจะเสนอจะเข้ามานั้นได้ถูก “คุม” ไว้ด้วยถ้อยคำว่า “จะต้องไม่สูงไปกว่าราคาเฉลี่ยปัจจุบัน” เฉพาะเอราวัณราคาก๊าซปัจจุบันอยู่ที่ 165 บาท/ล้าน BTU ส่วนแหล่งบงกชเหนือมีราคา 209 บาท/ล้าน BTU และแหล่งบงกชใต้อยู่ที่ 267 บาท/ล้าน BTU
“มันเป็นเรื่องยากมาก หากผู้ชนะการประมูลที่ไม่ใช่รายเดิม (ปตท.สผ.-เชฟรอน) จะเข้ามารักษาระดับการผลิตไว้ที่ปริมาณเท่าเดิม เนื่องจากต้องนับหนึ่งใหม่ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้การกำหนดไม่ให้เสนอราคาขายก๊าซสูงกว่าราคาเฉลี่ยตามสูตรนั้น ยิ่งยากใหญ่สำหรับการลงทุนขุดเจาะรายใหม่ที่ไม่ได้ทำมาต่อเนื่อง ประกอบกับความจริงที่ว่า แม้แหล่งก๊าซทั้ง 2 แหล่งจะใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย แต่มันได้เลยระดับการผลิตสูงสุดมาแล้ว และจะค่อย ๆ ลดลงภายในเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า”
ดังนั้นด้วยระบบแบ่งปันผลผลิตแบบ PSC ที่จะต้องเสนอสัดส่วนการแบ่งปันผลกำไรให้แก่รัฐไม่ต่ำกว่า 50% จึงแทบจะทำให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมมี “โอกาส” ในการเป็นผู้ชนะการประมูลเหนือกว่าผู้เข้าร่วมประมูลรายใหม่ ๆ