เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
LH Bank ส่งเงินฝากประจำระยะสั้น 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1.20% ต่อปี
Finance LH Bank ส่งเงินฝากประจำระยะสั้น 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1.20% ต่อปี
สำรวจรถไฟฟ้าสายใหม่ สายไหนไปต่อ-ชะลอยาว
Economic สำรวจรถไฟฟ้าสายใหม่ สายไหนไปต่อ-ชะลอยาว
The Art Auction Center ชวนดู ‘CRAFTED’ รวมผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ
Biz Movement The Art Auction Center ชวนดู ‘CRAFTED’ รวมผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ
STMS ในเครือพูลผล ผนึก “สัมมากร” รับบริหาร 20 โครงการที่พักอาศัย
Real Estate STMS ในเครือพูลผล ผนึก “สัมมากร” รับบริหาร 20 โครงการที่พักอาศัย
ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณบาทละ 64,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณบาทละ 64,700 บาท
สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
Finance สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
Finance เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
Finance BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
Politics ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
Biz Movement JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
ดูทั้งหมด

KKP เร่งสางปัญหาขาดทุนรถยึด เน้นคุณภาพสินเชื่อ-ปล่อย LTV ตามเสี่ยง

31 ม.ค. 2567 | 14:40น.
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP เปิดกลยุทธ์ปี 67 เร่งสางปัญหาขาดทุนรถยึด เน้นเติบโตคุณภาพสินเชื่อ-คัดกรองลูกค้า-ปล่อยกู้ตาม LTV พร้อมตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อ 3% มั่นใจผลประกอบการกลับมาดีขึ้น หลังตัวเลข SM-NPL เริ่มดีขึ้น พร้อมเดินหน้าธุรกิจ 3 แกนหลัก “ธนาคารพาณิชย์-ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง-ธุรกิจวาณิชธนกิจ”

วันที่ 31 มกราคม 2567 นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2567 จะเน้นรักษาการเติบโตในกลุ่มเซ็กเตอร์ที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งเป้าอัตราการเติบโตสินเชื่อรวมไว้ที่ 3% โดยยังคงเน้นในธุรกิจบน 3 แกนหลัก ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล และธุรกิจวาณิชธนกิจ

โดยในส่วนของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จะไม่ได้เน้นการเติบโตหวือหวา โดยให้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และแก้ปัญหาในเรื่องของสินเชื่อเช่าซื้อที่ได้รับผลกระทบในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะโฟกัสในเรื่องกลุ่มที่มีคุณภาพและมีหลักประกัน รวมถึงการใช้ราคาเพื่อชดเชยความเสี่ยง เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ทำให้ในปี 2566 ธนาคารได้รับผลกระทบจากการขาดทุนรถยึด และคาดว่าจะลากยาวมาถึงปี 2567 ก่อนจะทยอยปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์จะเป็นฐานของรายได้ที่เติบโตตามขนาดของ Balance Sheet ดังนั้น จึงต้องมุ่งระดมเงินฝากเพื่อตอบสนองต่อความต้องการขยายสินเชื่อที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล และธุรกิจวาณิชธนกิจ จะมุ่งยกระดับการให้บริการให้ทัดเทียมสากล เพื่อสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม ที่เป็นการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ

“ปีนี้เราจะเน้นแก้ปัญหาในฝั่ง Credit Cost ให้ได้ เราจึงตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อไม่เกิน 1 เท่าของจีดีพี หรือประมาณ 3% โดยเรามองว่าปีก่อนที่เราไม่ดีมาจากราคาที่พีคสูง และราคามือสองกลับมาลดลงในปี 2563 ซึ่งเราถอยไม่ทัน จะเห็นว่าเช่าซื้อเรามีการเติบโตถึง 60% ทำให้มีผลกระทบต่อการขาดทุนรถยึดค่อนข้างเยอะ จึงมองว่าเราไม่ได้ผิดพลาดในเรื่องของ Business Model ซึ่งหากสถานการณ์ดีขึ้นเราคาดว่าผลประกอบการน่าจะ Recover กลับมาได้”

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการของธนาคารในปี 2566 กำไรปรับลดลงจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ลูกค้าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและภาวะดอกเบี้ย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของราคารถยนต์ ดังนั้น การดำเนินการของธนาคารจึงมุ่งเน้นการจัดการและบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับขยายสัดส่วนตลาดที่เครดิตมีคุณภาพดีผ่านสินเชื่อรถแลกเงิน

โดยวิธีการบริหารจัดการเรื่องของผลกระทบจากการขาดทุนรถยึดนั้น จะมีด้วยกัน 3 วิธี คือ 1.เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่เน้นลูกค้าที่มีคุณภาพ 2.ปล่อยวงเงินต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ให้เหมาะสมกับลูกค้า เช่น กลุ่มที่มีหลักประกันและมีรายได้ลูกค้าจะวางเงินดาวน์เฉลี่ย 5-10% และหากมีความเสี่ยงสูงจะต้องวางดาวน์สูงสุด 20% และ 3.ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจะช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ หากไม่จำเป็นต้องยึดจะไม่ยึดรถ

และจากแนวทางดังกล่าวจะเห็นว่า ยอดสะสมรถยึดทยอยปรับดีขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาเคยสูงสุดเฉลี่ยถึง 6,000 คัน และทยอยลดลงมาเหลือ 4,600 คัน และล่าสุดคาดว่าไตรมาสที่ 1/2567 น่าจะอยู่ที่ 3,500 คัน ซึ่งหากดูสัญญาณในส่วนของสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) น่าจะปรับดีขึ้น รวมถึงอัตราการขาดทุนรถยึดน่าจะปรับดีขึ้นเช่นกัน

“ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีก่อนเราเริ่มสัญญาณพอร์ตเช่าซื้อปรับดีขึ้น ทั้งในส่วนของ SM และ NPL ที่ทยอยลดลง และยอดรถยึดทยอยลดลงเหลือ 2,000 คัน ทำให้อัตราการขาดทุนรถยึดน่าจะดีขึ้น ขณะที่สินเชื่อรายย่อยอื่นๆ เช่น สินเชื่อบุคคล บ้านจะเน้นราคาบ้าน 5 ล้านบาทขึ้นไป และกลุ่ม SSME จะต้องทำธุรกิจมาแล้ว 7 ปี คาดว่ากลยุทธ์เหล่านี้น่าจะทำให้ผลประกอบการดีขึ้น โดยในปี 2567 ธนาคารตั้งเป้าขยายการเติบโตสินเชื่อรวมที่อัตรา 3% ภายใต้การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนขยายผลจากแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลของกลุ่มธุรกิจฯ อย่าง Digital Edge และ Dime เพื่อการเข้าถึงและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า”

นายปรีชา เตชรุ่งชัยกุล ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวข้อมูลทางการเงินของผลการดำเนินงานปี 2566 ว่า กลุ่มธุรกิจมีกำไรสุทธิเท่ากับ 5,443 ล้านบาท ลดลง 28.4% และมีกำไรเบ็ดเสร็จ 5,452 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน จำนวน 1,078 ล้านบาทและเป็นกำไรเบ็ดเสร็จของธุรกิจตลาดทุน จำนวน 1,119 ล้านบาท

ในส่วนของการตั้งสำรองสำหรับปี 2566 ได้มีการพิจารณาตั้งสำรองส่วนเพิ่มเป็นจำนวนประมาณ 600 ล้านบาท ตามหลักความระมัดระวังสำหรับสินเชื่อขนาดใหญ่รายหนึ่ง ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต ณ สิ้นปี 2566 อยู่ในระดับสูงที่ 164.6%

นอกจากนี้ ธนาคารมีรายได้เพิ่มขึ้นในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 22,294 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 16.8% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 6,469 ล้านบาท ปรับลดลง 23.5% จากปี 2565 และธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นปี 2566 อยู่ที่ 16.2% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 จะเท่ากับ 12.8%