งบรัฐตึง แบกค่ารักษาหนัก หนุน รพ.-ประกันโต ชู BH-BDMS-PR9-BCH-CHG เด่น
บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) มองสาธารณสุขไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยน งบรัฐตึงตัวชัดขึ้นในปี 2573 เปิดทางถ่ายโอนภาระสู่เอกชน หนุน รพ.-ประกันสุขภาพโต มองกำไรกลุ่ม รพ.ฟื้นตั้งแต่ Q3/69 เพิ่มน้ำหนัก Overweight แนะซื้อ BH-BDMS-PR9-BCH-CHG
นายธีระพล อุดมเวศย์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยว่า ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากปัจจัยสังคมสูงวัย ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดทางการคลังของภาครัฐ โดยประเมินว่า แรงกดดันด้านงบประมาณจะเห็นชัดขึ้นภายในปี 2573 และมีแนวโน้มทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพบางส่วนถูกถ่ายโอนไปยังภาคเอกชนมากขึ้น
ปัจจุบันรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขประมาณ 450,000-500,000 ล้านบาทต่อปี หากมีการถ่ายโอนเพียงบางส่วน อาจสร้างเม็ดเงินเพิ่มเติมเข้าสู่ภาคเอกชนมากกว่า 100,000 ล้านบาท หรือประมาณ 40% ของรายได้กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนจดทะเบียนในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ความต้องการประกันสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามค่ารักษาพยาบาล โดยปัจจุบันคนไทยมีประกันสุขภาพเอกชนเพียง 6.4% ของประชากร ขณะที่เบี้ยประกันสุขภาพเติบโตเฉลี่ยราว 8% ต่อปีในช่วงปี 2562-2568 สะท้อนโอกาสขยายตัวในระยะข้างหน้า
สำหรับกลุ่มโรงพยาบาล KKPS ประเมินว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 และจะทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง หลังปัจจัยลบจากกฎเกณฑ์การเบิกประกันเด็กที่เข้มงวดขึ้น และจำนวนผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลง สะท้อนเข้ามาในฐานรายได้แล้ว
ส่วนผลกระทบจากสงครามในช่วงต้นปีเริ่มคลี่คลาย การเดินทางของผู้ป่วยกลุ่มอาหรับกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่ไม่รวมกัมพูชายังขยายตัวดี โดยเฉพาะผู้ป่วยจากเมียนมาและกลุ่ม Expat ชาวสหรัฐ ในไทยที่เติบโตราว 20-30%
นอกจากนี้ ไตรมาส 3 เป็นช่วงฤดูกาลของโรคไข้และ COVID-19 หนุนจำนวนผู้ป่วยไทยเพิ่มขึ้น โดยรายได้รวมกลุ่มโรงพยาบาลจากที่เติบโตเพียง 1-2% ในครึ่งปีแรก เร่งขึ้นเป็น 6-7% ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการในไตรมาส 3 และครึ่งปีหลัง
ด้าน Valuation หุ้นโรงพยาบาลซื้อขายที่ P/E ปี 2569 ราว 19 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ประมาณ 30 เท่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4-5% จากอดีตราว 1-2%
ดังนั้น KKPS จึงปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนเป็น “น้ำหนักมากกว่าตลาด” (Overweight) พร้อมเลือกเป็นกลุ่มหุ้นเด่น (Top Pick) และให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้นโรงพยาบาลที่ครอบคลุมการวิเคราะห์ 5 บริษัท ได้แก่
บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ให้ราคาเป้าหมาย 230 บาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูงที่สุดในกลุ่มถึง 60-70% และมีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในกลุ่มผู้ป่วยจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East)
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ให้ราคาเป้าหมาย 23.50 บาท เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติราว 30% และมีสัดส่วนผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพราว 30%
บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 ให้ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติติดอันดับต้น ๆ ของกลุ่มที่ประมาณ 26%
บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ให้ราคาเป้าหมาย 13 บาท มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติราว 13% และได้รับประโยชน์จากพอร์ตผู้ประกันตนโครงการประกันสังคม ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของระบบ
บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG ให้ราคาเป้าหมาย 2 บาท มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติราว 4% และได้รับประโยชน์หลักจากพอร์ตประกันสังคมที่มีจำนวนผู้ประกันตนเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของระบบเช่นเดียวกัน