“ชูฉัตร ประมูลผล” เลขาธิการ คปภ. กำชับธุรกิจประกันวินาศภัย อย่าแข่งตัดเบี้ยรถ EV รุนแรง คำนึงความมั่นคงบริษัทเป็นสำคัญ ธุรกิจฟื้นจากวิกฤตโควิด ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นแล้ว สั่งเร่งจัดการปัญหา “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” หวังเบี้ยวินาศภัยโตเกินปีละ 5%
วันที่ 31 มกราคม 2567 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวมอบนโยบายการกำกับการปฏิบัติงานตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle : BEV) ให้กับภาคธุรกิจประกันภัยว่า
โอกาสการทำตลาดประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าคงจะมีมากขึ้นแน่นอน ตามการเติบโตของเทรนด์การใช้รถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งไปแข่งตัดราคาเบี้ยประกันรุนแรง เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นผลดีกับผู้บริโภคก็ตาม แต่อยากให้คำนึงถึงความมั่นคงของบริษัทประกันภัยเป็นสำคัญ
“ตอนนี้ข้อมูลเชิงสถิติของรถอีวียังมีไม่เพียงพอ ขอให้ภาคธุรกิจศึกษาความเสี่ยงของรถรุ่นใหม่ ๆ ให้มั่นใจก่อน ปัจจุบันเบี้ยประกันรถอีวีจะเฉลี่ยสูงกว่ารถยนต์สันดาปประมาณ 10-15% ซึ่งเป็นผลมาจากค่าแรง ค่าอะไหล่ ของรถอีวีที่สูงกว่ารถสันดาป ขณะที่แบตเตอรี่ของรถอีวีมีมูลค่าสูงเกินกว่า 50% ของราคารถยนต์ จึงได้มีการกำหนดมูลค่าของค่าเสื่อมในอัตราเฉลี่ยปีละ 10%” เลขาธิการ คปภ.กล่าว
สำหรับในปี 2566 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรถอีวีจดทะเบียนทั้งสิ้น 76,366 คัน และเฉพาะในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปล่าสุด มียอดจองรถอีวี 20,000 คัน ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ.วางแผนอยากจะเห็นธุรกิจประกันวินาศภัย เติบโตเกินปีละ 5%
ซึ่งไม่น่ายากเกินไป เพราะสัดส่วนการรับประกันภัยรถยนต์คิดเป็น 60% ของเบี้ยรับรวมทั้งระบบ นั่นแปลว่าการเติบโตจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของเบี้ยประกันรถยนต์ ซึ่งตอนนี้มีพอร์ตรถอีวีเข้ามาเสริมทัพแล้ว แต่อย่าแข่งกันที่ราคา ให้แข่งกันที่การบริการ
“สำนักงาน คปภ. ขอให้ภาคธุรกิจประกันภัยรักษาระดับการบริการลูกค้า และรักษามาตรฐานการซ่อมรถยนต์ที่ดี และต้องรวดเร็ว รวมทั้งการระงับข้อพิพาทยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งกับธุรกิจประกันวินาศภัย”
ขณะที่เรื่องระยะเวลาค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ยังมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาอยู่ค่อนข้างมาก กระจายทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยกำลังหาทางออกเรื่องนี้กันอยู่ แต่ก็อยากให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วขึ้น
“ปัจจุบันนี้ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยผ่านพ้นช่วงวิกฤตโควิดมาได้แล้ว หลายบริษัทกลับเติบโตและทำกำไรได้แล้ว และมีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยสูงกว่า GDP ถึงเท่าตัว นั่นแปลว่าประชาชนกลับมาให้ความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจประกันภัยเหมือนเดิมแล้ว” เลขาธิการ คปภ.กล่าว