บาทอ่อนรับความเห็น กนง. ตลาดรอลุ้นปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม
บาทอ่อนรับความเห็น กนง. ตลาดรอลุ้นปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2567
ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (5/2) ที่ระดับ 35.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/2) ที่ระดับ 35.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมกราคมเมื่อวันศุกร์ (2/2) ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 353,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 187,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมีการปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนธันวาคม 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 333,000 ตำแหน่ง จากเดิมมีการรายงานว่า เพิ่มขึ้น 216,000 ตำแหน่ง ขณะที่ในส่วนของอัตราการว่างงาน ทรงตัวที่ระดับ 3.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3.8% โดยการเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดของตัวเลขการจ้างงานดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดไว้
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมิชิแกนได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ โดยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 79.0 ในเดือนมกราคม สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 78.8 และปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 69.7 ในเดือนก่อนหน้า บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตของผู้บริโภคและความคลายกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นในวันจันทร์ (5/1) เอสแอนด์พี โกลบอล ได้มีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐในเดือนมีนาคม
โดยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.5 จากระดับ 51.4 ในเดือนก่อนหน้า ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 และแม้ว่าตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 52.9 แต่ยังคงสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวในภาคบริการของสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ยังเปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.4 ในเดือนมกราคมจากระดับ 50.5 ในเดือนธันวาคม 2566 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 52.0 และขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้เริ่มปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงกลางสัปดาห์ ภายหลังจากที่นายนีล แคลแครี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขามินนีแอโพลิส กล่าวว่า ภารกิจด้านการควบคุมเงินเฟ้อของเฟด ยังไม่เสร็จสิ้น แม้มองว่าข้อมูลในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อได้ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วก็ตาม
ในขณะที่นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์กล่าว หากเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ก็อาจเปิดโอกาสให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่นางเมสเตอร์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พร้อมที่จะระบุช่วงเวลาของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงมีความไม่แน่นอน
สำหรับปัจจัยในประเทศ ช่วงต้นสัปดาห์ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรือเงินเฟ้อทั่วไปประจำเดือนมกราคม โดยอยู่ที่ระดับ 106.98 ปรับตัวลดลง 1.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 35 เดือน
ทั้งนี้การหดตัวดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้ากลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมัน และค่าไฟฟ้า รวมทั้งราคาอาหารสดลดลง ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 0.52% เมื่อเทียบรายปี โดย สนค.คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสแรกของปี 2567 จะยังคงลดลงราว -0.7% เนื่องจากรัฐบายังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องการลดค่าครองชีพ และยืนยันว่า สถานการณ์ปัจจันยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด และคาดว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง
หากรัฐบาลมีการยกเลิกหรือปรับลดมาตรการดังกล่าวลงในวันพุธ (7/2) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 1/2567 คณะกรรมการมีมติ 6 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี ขณะที่ 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี กนง.ระบุว่า ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน ประเมินว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงเป็นผลมาจากปัจจัยต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้าง
ขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีแรงส่งต่อเนื่องและอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยเพิ่มขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมาย กนง.ระบุว่า อัตราดอกเบ้ยปัจจุบันยัสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
อย่างไรก็ดี กนง.เห็นว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้าจากปัจจัยวัฏจักรเศรษฐกิจและปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าขึ้นอีกครั้งหนึ่งและไต่ระดับขึ้นไประดับอ่อนค่าสุดในกว่า 4 เดือนที่ 35.96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ (9/2) ขณะที่ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.46-35.96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/2) ที่ระดับ 35.90/93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (5/2) ที่ระดับ 1.0745/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/2) ที่ระดับ 1.0884/86 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แม้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคบริการ และการผลิตขั้นสุดท้ายในเดือนมกราคมของยูโรโซน จากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 47.9 ในเดือนธันวาคม 2566 สอดคล้องกับตัวเลขประมาณการเบื้องต้น และถือเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566
อย่างไรก็ตาม ดัชนีดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงอยู่ในภาวะหดตัวขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการปรับตัวลดลงสู่ระดับ 48.4 จากระดับ 48.8 ในเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับตัวเลขประมาณการเบื้องต้น นอกจากนี้ เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยผลสำรวจซึ่งส่งสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อย ทั้งนี้เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อไป
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ๆ สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี รายงานว่า ยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือนธันวาคม ปรับตัวลดลง 4.6% จากเดือนก่อนหน้าตามการลดลงของอุปสงค์ทั่วโลก และลดลงมากกว่าตัวเลขในผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะลดลง 2.0% โดยยอดส่งออกไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ปรับตัวลดลง 5.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ส่วนยอดส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ นอกสหภาพยุโรป ปรับตัวลดลง 3.5% ขณะที่ยอดนำเข้าในเดือนธันวาคมทของเยอรมนีลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน ลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 1.5% ทั้งนี้่เยอรมนีมียอดเกินดุลการค้าหลังปรับค่าตามปฏิทิน และฤดูกาลอยู่ที่ 2.22 หมื่นล้านยูโร (2.392 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นจากยอดเกินดุล 2.08 หมื่นล้านยูโรในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0721-1.0789 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/2) ที่ระดับ 1.0773/78 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (5/2) ที่ระดับ 148.51/64 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/2) ที่ 146.67/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการกลับเข้าถือดอลลาร์ของนักลงทุนภายหลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐที่ดีกว่าคาด
ขณะที่ปัจจัยในประเทศนั้น กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น (MIC) เปิดเผยข้อมูลในวันจันทร์ (6/2) ว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม 2566 ลดลง 2.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยลดลงเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
นอกจากนั้นแล้ว ในวันพฤหัสบดี (8/2) นายชินอิจิ อุจิดะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่งสัญญาณในการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้นำธุรกิจท้องถิ่นที่จังหวัดนาราของญี่ปุ่น ว่ามีแนวโน้มที่จะคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และโอกาสที่เงินเฟ้อจะแตะระดับเป้าหมายของ BOI ที่ 2% นั้น เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ BOJ จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
ซึ่งรวมถึงผลการเจรจาเกี่ยวกับค่าจ้างในช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงาน ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.62-149.57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/2) ที่ระดับ 149.52/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ