ประเทศจีน ในวันที่ไม่เหมือนเดิม
คอลัมน์ Inside Out Story โดย ปัญญ์ชลี พิมลวงศ์
เมื่อวันก่อนอ่านเจอข่าวประเทศจีนเตรียมสร้างเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ในหลายเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งที่ตั้งของอุตสาหกรรม ซึ่งเครื่องฟอกอากาศจะมีความสูงประมาณ 60 เมตร สามารถฟอกอากาศเสียได้ 5-18 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ช่วยลดความหนาแน่นของฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ 10-19% ต่อพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตร
เห็นข้อมูลแล้วย้อนกลับไปคิดถึงเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีโอกาสไปเมืองเซี่ยงไฮ้ ก่อนไปมีความวิตกกังวลเล็กน้อยว่าจะเจอกับมลพิษทางอากาศหรือไม่ เพราะจีนเป็นประเทศที่มีมลพิษทางอากาศอันดับ 1 ของโลก และเซี่ยงไฮ้ก็ติดโผอันดับต้น ๆ ของเมืองที่ประสบปัญหาด้านนี้มาโดยตลอด
อาจเป็นโชคดีที่ตลอดทริปไม่เจอกับอากาศแย่ ๆ เพียงแต่ท้องฟ้าไม่ค่อยสดใส ด้วยความที่ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว เรียกได้ว่าอากาศที่เซี่ยงไฮ้ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่เคยรับรู้มา
ทั้งนั้น หากมองเรื่องมลพิษทางอากาศ ถือว่าจีนกำลังทำสงครามกับปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเป็นหนึ่งประเด็นที่อยู่ในเป้าหมายของการสร้างสังคมที่มีความกินดีอยู่ดีรอบด้านในปี 2020 ซึ่งยึดหลักความก้าวหน้าอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมเอาชนะความท้าทายใน 3 ด้านหลัก คือ ความเสี่ยงทางการเงิน ลดความยากจน และปัญหาทางมลพิษ ด้วยการควบคุมการปล่อยมลพิษ และดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม
จะเห็นได้ว่าประเทศจีนมีนโยบายสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมมาหลายปีติดต่อกันแล้ว เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่เลวร้าย โดยเมื่อปีที่ผ่านมาจีนได้สั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมไปกว่า 40% ขณะเดียวกันได้ประกาศแผนห้ามผลิต และจำหน่ายรถยนต์ใช้น้ำมัน พร้อมทั้งส่งเสริมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ไม่เพียงแต่ตัดต้นตอที่ทำให้เกิดมลพิษ แต่จีนยังพัฒนา ecosystem ต่าง ๆ ที่ทำให้สภาพอากาศของประเทศดีขึ้น โดยมีนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มพื้นที่ป่าออกมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนมีพื้นที่ป่าประมาณ 208 ล้านเฮกตาร์ และในปีนี้รัฐบาลวางเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าใหม่อย่างน้อย 6.6 ล้านเฮกตาร์
หนึ่งในแนวทางที่ดำเนินการคือสั่งการให้ทหาร 60,000 นาย เร่งปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 84,000 ตารางกิโลเมตร กองกำลังทหารส่วนใหญ่ถูกส่งตัวไปเขตอุตสาหกรรมในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศหนักที่สุดในประเทศ โดยเทศบาลเหอเป่ยให้คำมั่นว่า จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ถึง 35% ภายในปี 2020
นอกจากนี้จีนยังมีโครงการก่อสร้าง “เมืองแห่งป่า” ที่แรกของประเทศ และของโลกที่เมืองหลิ่วโจว โดยจะมีอาคารกว่า 70 หลัง ที่สามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้ราว 30,000 คน และมีพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้กว่า 1 ล้านต้น คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในปี 2020 และเมื่อแล้วเสร็จ ต้นไม้ในเมืองแห่งนี้จะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 10,000 ตัน ทั้งยังช่วยผลิตก๊าซออกซิเจนได้ 900 ตัน
ส่วนตัวแล้วผู้เขียนมองว่าด้วยระบบการปกครองของจีนที่เป็นสังคมนิยม ส่งผลให้นโยบายถูกแปรผลสู่การดำเนินงานอย่างรวดเร็ว และมีการปฏิบัติจริง โดยหากมองในแง่การดำเนินชีวิตของประชาชน ตอนนี้คนจีนมีระบบขนส่งสาธารณะเข้มแข็ง เพราะรถไฟฟ้าสามารถเข้าถึงได้เกือบทุกมุมเมือง อีกทั้งรัฐบาลจีนยังมีการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
หรือแม้แต่รถส่วนตัวที่ประชาชนนิยมใช้ ส่วนใหญ่เป็นรถพลังงานไฟฟ้า ที่น่าสนใจคือบนท้องถนนของจีนจะเต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และมีเลนสำหรับการขับขี่โดยเฉพาะในบางพื้นที่ อีกทั้งภาครัฐยังมีการกำหนดด้วยว่าห้ามบีบแตรใส่กันโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดการเดินทางที่ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ
ทั้งยังช่วยเรื่องการลดมลพิษทางเสียงอีกด้วย
จีนจึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญของประเทศที่ผ่านความล้มเหลวด้านสิ่งแวดล้อมมาก่อน เพื่อแลกกับการเติบโตสุดขีดทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไป และเสียงเรียกร้องจากกระแสโลกในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมดังขึ้นเรื่อย ๆ จึงส่งผลให้จีนต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ และออกนโยบาย หรือโครงการมากมายมาให้ประชาคมโลกได้เห็นกัน
แต่ความตั้งใจจริงของจีนจะผลิดอกออกผลอย่างไร หรือจะมีความท้าทายอื่นอีกหรือไม่
คงต้องติดตามกันต่อไป
ที่มาของข้อมูล:
– http://globthailand.com/china_0084/
– https://voicetv.co.th/read/BJ0fJCtDM
– https://thestandard.co/china-fights-big-smog-with-big-air-purifier/
– www.bbc.com/thai/international-40520775