Care The Wild ตลาดหลักทรัพย์มอบอุปกรณ์ดับไฟ 11 ป่าชุมชน
ข่าวคราวการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกและถี่ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพราะด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนำไปสู่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ทำให้หลายพื้นที่มีสภาวะแห้งแล้งมาก บวกกับคลื่นความร้อน และมีลมแรงจนเกิดการเสียดสีปะทุเป็นไฟป่า หรืออาจเป็นสาเหตุจากมนุษย์ที่เป็นต้นเหตุการเกิดไฟป่าขึ้นได้ ซึ่งไฟป่าไม่เพียงก่อความเสียหายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกเผาผลาญจนต้นไม้ตายจำนวนมาก สัตว์ป่าน้อยใหญ่ตายและขาดที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร แต่ยังส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตราย เช่น PM 2.5 รวมถึงทําลายระบบนิเวศและแหล่งอาหารของชุมชนอีกด้วย
โดยจากสถิตทั่วประเทศไทยในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 2556-2565 เกิดไฟไหม้ป่าทั้งหมด 51,265 ครั้ง พื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ 892,309 ไร่ (ข้อมูล : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) ซึ่งช่วงการเข้าสู่ฤดูแล้งของปีนี้นับเป็นฤดูของไฟป่าอีกแล้ว โดยจากสถิติของกรมป่าไม้ไฟป่าเกิดมากที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมักจะเกิดไปจนถึงเดือนกรกฎาคม
ไฟป่านับเป็นตัวแปรสําคัญที่ส่งผลต่อการดูแลต้นไม้ของป่าชุมชนภายใต้โครงการ Care The Wild “ปลูกป้อง” Plant & Protect ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงหาเครื่องมือช่วยดูแลการดับไฟป่าของโครงการ ด้วยการมอบเครื่องเป่าลมเพื่อใช้ดับไฟป่า ซึ่งรองรับการเคลื่อนย้ายที่สะดวกไปยังพื้นที่ที่เกิดปัญหารวม 20 เครื่อง เพื่อใช้ดูแลป้องกันไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง ผ่านมูลนิธิป่าชุมชน โดยกรมป่าไม้ได้นําส่งมอบต่อให้คณะกรรมป่าชุมชนทั้ง 11 ป่าชุมชนของ 9 จังหวัด
นอกจากนั้นยังได้จัดกิจกรรมส่งมอบและการอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันและเทคนิคการดับไฟป่า พร้อมทั้งสาธิตการใช้เครื่องดับไฟ เพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องมือและกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วยป้องกันรักษาป่า สพ.1 (ด่านช้าง) จ.สุพรรณบุรี
ชุมชนเข้มแข็งปลูก และปกป้อง
“นงรัก งามวิทย์โรจน์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาเพื่อสังคมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ Care The Wild “ปลูกป้อง” Plant & Protect ดำเนินงานมาเกือบจะเข้าปีที่ 5 มีการปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 11 ป่าชุมชนใน 9 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 377.5 ไร่ และได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรปลูกเพิ่มต่อเนื่อง ในฤดูปลูกของปีนี้ช่วง พ.ค.-ส.ค. 2567 นี้
“นอกจากความร่วมมือในการระดมทุนกับองค์กรพันธมิตรทีมปลูกป้องเพื่อปลูกป่า ที่มากกว่า 81 รายแล้ว เรายังให้ความสําคัญต่อการทําหน้าที่ปกป้องและดูแลไม้ที่ปลูกร่วมกับชุมชนผู้ปลูก ด้วยเป้าหมายต้นไม้ที่ปลูกต้องรอดและเติบโต 100%”
โดย 4-5 ปีที่ผ่านมาเราเห็นความเข้มแข็งของชาวบ้าน และคณะกรรมการป่าชุมชนทุกที่ ในการดูแลต้นไม้ให้เติบโตตามเป้าหมาย ซึ่งทำให้พันธมิตรที่มอบทุนปลูกมีความไว้วางใจ และปลูกป่ากับเราต่อเนื่อง
อุปกรณ์ช่วยดับไฟป่าจำเป็น
“องครักษ์ ฤทธิรุฒม์” ผู้อำนวยการส่วนจัดการป่าชุมชน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) กรมป่าไม้ กล่าวว่า ป่าชุมชนคือป่าที่ให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ จัดการฟื้นฟูให้มีความอุดมสมบูรณ์ และใช้ทรัพยากรจากป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อุปกรณ์ช่วยดับไฟป่าถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ขอขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯที่ได้มอบอุปกรณ์เพื่อไปใช้ในการทำแนวกันไฟ ดับไฟป่า หรือการจัดการเชื้อเพลิงเพื่อป้องกันไฟป่าลุกลามเข้าไปในพื้นที่เปราะบางได้อย่างทันท่วงที
โดยได้มอบให้ 11 ป่าชุมชน ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านชัฎหนองยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, ป่าชุมชนบ้านเขาหัวคน อ.เมือง จ.ราชบุรี, ป่าชุมชนบ้านหนองทิศสอน อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม, ป่าชุมชนบ้านพุตูม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี, ป่าชุมชนบ้านใหม่ อ.เมือง จ.เชียงราย, ป่าชุมชนบ้านนาหวาย อ.นาหมื่น จ.น่าน, ป่าชุมชนบ้านอ้อย-บ้านบุญเริง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ (ม่อนแม่ถาง), ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง อ.จักราช จ.นครราชสีมา, ป่าชุมชนตําบลสหกรณ์นิคม อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี, ป่าชุมชนบ้านหลังเขา อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี และป่าชุมชนบ้านหนองปลิง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี
ปกป้องป่า และป้องกันไฟป่า
“ประทีป เอกฉันท์” นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) กรมป่าไม้ และเป็นผู้ดูแล 3 ป่าใน จ.กาญจนบุรี ภายใต้โครงการCare The Wild “ปลูกป้อง” กล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีมีป่าที่เข้าร่วมโครงการ 3 ป่า คือ ป่าชุมชนตําบลสหกรณ์นิคม ป่าชุมชนบ้านหลังเขา และป่าชุมชนบ้านหนองปลิง โดยดำเนินการปลูกต้นไม้แบบอินเทนซีฟที่มีความประณีต และที่ผ่านมาก็ได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นอย่างดี
“นอกจากการปลูกป่าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การปกป้องป่า และการป้องกันไฟป่า ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีมีพื้นที่ป่าประมาณ 60-70% ของพื้นที่จังหวัด และมีสภาพป่าหลากหลาย โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ในฤดูแล้งจะมีใบไม้ร่วงลงมาจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาไฟป่าค่อนข้างบ่อย เครื่องเป่าลมหรือเป่าใบไม้ที่ขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯมอบให้จะสามารถช่วยป้องกันไฟป่าได้ โดยการใช้เป่าลมหรือทำแนวกันไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันถ้าเกิดไฟป่าก็สามารถใช้เครื่องนี้ในการดับไฟป่า”
ภัยแล้งอุปสรรคจัดการน้ำ
“พระภูธร ภูริทัตโต” หัวหน้าที่พักสงฆ์ ถ้ำเจริญธรรม อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ขออนุโมทนาตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งปัจจุบันโครงการได้เดินทางมาถูกจุดและถูกทางแล้ว จากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการสร้างป่า ที่ผ่านมาปัญหาหลัก ๆ ของป่าชุมชนบ้านหลังเขาคือ ภัยแล้ง แต่หลังจากที่ได้ทำบ่อน้ำโดยมีตลาดหลักทรัพย์ฯเข้ามาช่วย อัตราการตายของต้นไม้ลดน้อยลง นอกจากนั้น ปัจจัยสำคัญคือ ทีมงานจิตอาสาดูแลป่า ที่ทำให้ป่าเป็นรูปเป็นร่างและเป็นรูปธรรม และหวังว่าต่อไปจะมีแนวร่วมมาร่วมปลูกป่ากับตลาดหลักทรัพย์ฯเพิ่มอีก
“ธนกรณ์ รุ่งเรือง” ประธานป่าชุมชนบ้านหลังเขา อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กล่าวเสริมว่า เมื่อก่อนป่าชุมชนบ้านหลังเขามีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่เราได้รับโอกาสจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัท แอสเซทไวส์ จํากัด (มหาชน) ส่งเสริมให้เราปลูกป่าและนำเงินทุนมาสนับสนุนในการปลูกป่าเพื่อให้ป่าที่เราปลูกนั้นได้ผลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเรามีถังเก็บกักน้ำที่ได้รับความช่วยเหลือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อทำระบบน้ำหยดไปยังต้นกล้าในบริเวณพื้นที่ป่าที่เราดูแล จึงทำให้เราจัดการได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพ
ป่าดูดซับก๊าซคาร์บอน
“ถนัดสม นุกูล” ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องโลกร้อนส่งผลให้ภูมิอากาศแบบแปรปรวนและมีผลกระทบอย่างมากต่อความสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งการปลูกต้นไม้หนึ่งต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ย 9-15 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และช่วยลดอุณหภูมิรอบพื้นที่ปลูกต้นไม้ได้ 2-4 องศาเซียลเซียส
“สำหรับโครงการ ‘Care The Wild ‘ปลูกป้อง” Plant & Protect’ ได้เชื่อมโยงภาคธุรกิจมาร่วมกันปลูกต้นไม้และปกป้องป่า และนำไปสู่การจัดการป่าไม้ระหว่างรัฐร่วมกับชุมชน และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สอดคล้องกับหลัก BCG ของประเทศ ส่งผลให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน”
องค์กรผู้สนใจสามารถร่วมสร้างสมดุลระบบนิเวศจากต้นทาง เพื่อลดภาวะโลกร้อนและเป็นแหล่งอาหารชุมชนอย่างยั่งยืน องค์กรที่สนใจร่วมปลูกไม้ให้ได้ป่า ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ww.setsocialimpact.com หรือ SET Contact Center 0-2009-9999