GC ชูกลยุทธ์ 3 Step Plus หนุน Net Zero ปี 93 ปรับพอร์ต High value and low carbon ด้วยผลิตภัณฑ์อนาคต ชี้จุดสำคัญ ESG ต้องบาลานซ์เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
วันที่ 1 เมษายน 2567 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวในงานสัมมนา Sustainable Daily Talk 2024 Action For Change ทำเดี๋ยวนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลง จัดโดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ เดลินิวส์ ออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ GC Action for Change : ภาคธุรกิจกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
3 Step Plus กลยุทธ์ความยั่งยืน GC
ดร.คงกระพัน เผยถึงผลงานของ GC ว่า เราเป็นบริษัทเคมีที่มีพอร์ตโฟลิโอที่เป็นพวกไบโอพลาสติกใหญ่ที่สุด ซึ่งสามารถย่อยสลายแต่ต้องผ่านกระบวนการจัดการที่ถูกต้อง ทาง UN จะมีกรอบการทำงานแบบ SDG ที่จะเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละองค์กรมีทรัพยากร วิวัฒนาการ ความแข็งแรงแตกต่างกัน อย่าง GC เราก็วิเคราะห์จากคู่ค้า ลูกค้า ผู้ถือหุ้นและสังคมว่าเราสามารถตอบสนองให้ธุรกิจ สังคม การค้าอย่างไร
“เราบอกว่าเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต้องบาลานซ์ แต่ว่าถ้าเศรษฐกิจไม่ได้ก็ไม่สามารถไปทำเรื่องอื่นได้ เพราะฉะนั้นเราก็เริ่มต้นจาก เรื่องผลิตภัณฑ์ที่ต้องยั่งยืน มันต้องอยู่คู่โลกได้นาน ไม่ได้ใช้แล้วทิ้ง สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ เรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง สังคมผู้สูงอายุ การตระหนักเรื่องสุขภาพ สังคมเมืองและเรื่องดิจิทัล ดังนั้นต้องมีของที่ตอบสนองความต้องการเหล่านี้”
ดังนั้นเราจึงต้องมีการวางแผลกลยุทธ์ 3 Step Plus เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ Hight Value and Low Carbon ประกอบด้วย
1. Step Change: ยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
2.Step Out: แสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในต่างประเทศ เพื่อก้าวสู่บริษัทระดับโลก และ ตอบโจทย์ธุรกิจ Low Carbon โดยที่ผ่านมาบริษัท ร่วมกับ allnex ได้สร้าง Synergy และแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญที่มีทั้งด้านปฏิบัติการ และด้านนวัตกรรม โดยจะขยายความร่วมมือไปในด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น ด้านความยั่งยืน หรือ Digitalization ในอนาคต โดยที่ผ่านมา GC และ allnex ได้ก่อตั้ง Thailand Innovation Hub เป็นศูนย์นวัตกรรม เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และอยู่ระหว่างการต่อยอดความร่วมมือไปยังบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม
3. Step Up: รักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืนและการดำเนินงานด้าน Decarbonization ตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 20% ในปี 2573 และ Net Zero ภายในปี 2593 เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ รวมถึง Enablers for Transformation หรือ การเปลี่ยนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพร้อมสำหรับการเติบโต
ดร.คงกระพัน กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจเติบโตควบคู่การลดคาร์บอน บริษัทยังปรับ Portfolio มุ่งสู่ธุรกิจ High Value and Low Carbon โดยในกลุ่ม High Value ในกลุ่ม Specialty & Performance Chemicals มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์ที่ทนทานมากขึ้น การต่อยอดธุรกิจใหม่ที่สร้างมูลค่า เพิ่มอัตราผลตอบแทนกำไรที่ดี วัสดุปลอดภัย และควบคู่กับการลดคาร์บอน เช่น ลดการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อย GHG รวมถึง Zero Carbon Footprint
ขณะที่ธุรกิจ Bio-based โดยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร มีสินค้าที่ย่อยสลายได้ ลดขยะพลาสติก มีผลิตภัณฑ์ทางเลือก Carbon Footprint ต่ำที่สุด ลดการปล่อย GHG สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพลาสติกใช้แล้ว สร้างงานสร้างรายได้ รวมถึงประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมได้ ซึ่งจะเป็นในกลุ่มของ Circularity & Recycling
“ขณะที่การหมุนเวียน หรือระบบ Circularity & Recycling การรีไซเคิลจะช่วยทุกอย่างได้เยอะ โดยมีระบบการจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจร ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลาสติก โดยลดแล้ว 1,270 ล้านขวด นอกจากนี้ยังช่วยกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และภาคส่วนต่าง ๆ ในการรวบรวมขยะพลาสติกใช้แล้ว เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะช่วยลดขยะ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” ดร.คงกระพัน กล่าว
ESG กลไกขับเคลื่อนสู่องค์กรยั่งยืน
ดร.คงกระพัน กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญที่สุดของความยั่งยืนก็คือความสมดุลหรือบาลานซ์ (Balance) ระหว่างสังคม สิ่งแวดล้อม และก็เศรษฐกิจพร้อมด้วยธรรมาภิบาล ซึ่งแต่องค์กรก็ต้องทำควบคู่กันขึ้นอยู่กับบริบทที่แตกต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้นคำว่าบาลานซ์ไม่ได้แปลว่าต้องทำให้เท่ากันหมดทุกเรื่อง แต่ว่าเราต้องเข้าใจตัวเรา แล้วก็ที่สำคัญต้องเข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือผู้ถือหุ้นก็ตาม จากนั้นเราก็ต้องมาคิดว่า เราจะบาลานซ์อย่างไร ระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
“การทำเรื่องความยั่งยืนจะลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในหลาย ๆ เรื่อง อย่างเรื่องบุคลากรที่อยู่ในองค์กรและก็รับมาใหม่ให้ความสนใจเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อย่างเวลาเราสัมภาษณ์งานประมาณ 90% ก็จะให้ความสนใจเรื่องนี้ว่า องค์กรช่วยโลกอย่างไร มีส่วนร่วมเรื่องความยั่งยืนขนาดไหน
อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและโอกาสเข้าถึงเงินลงทุน เพราะในฐานะที่เราเป็นบริษัทในตลาดที่ต้องอาศัยนักลงทุน ประกอบกับเราต้องค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน เพราะตอนนี้จะเห็นว่ามีเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกีดกันทางการค้า มาตรการภาษีต่าง ๆ ถ้าหากเราจะซื้อของขายของหรือลงทุนอะไรต่าง ๆ ในโลกปัจจุบันเราต้องมีเรื่องนี้เป็นภูมิคุ้มกัน นอกจากลดความเสี่ยงยังช่วยทำให้องค์กรสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ดังนั้นเราต้องมองภาพให้ไกล”
ในธุรกิจ ถ้าเราย้อนไปหลายปีก่อนผู้รับผิดชอบเรื่องความยั่งยืนจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานหนึ่งในองค์กรเท่านั้น แต่วันนี้ตั้งแต่ระดับบอร์ดไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงทุกคนในองค์กรก็ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ร่วมกัน รวมถึงเราต้องมองเรื่องความยั่งยืนให้กว้างขึ้นจากเดิมที่เป็น license to operate ก็ต้องมองใหม่ว่าตอนนี้เป็นเรื่องของ Social license เป็นเรื่องการยอมรับของสังคมต่อองค์กรและสินค้าของเรา
บาลานซ์ความยั่งยืนระหว่างรัฐ-เอกชน
ตอนนี้แต่ละองค์กรก็มีการตอบสนองมากมายเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยมีเรื่อง BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะ ESG คือการเอาเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมมาบาลานซ์กัน โดยเฉพาะเมื่อเมืองไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ
ต่อมาเรื่องเศรษฐกิจ กล่าวคือ เราต้องสร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม (economic value added) ให้กับประเทศ ซึ่งบริษัทชั้นนำในประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้เยอะ ทั้งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่อยู่ก็ตาม บริษัทจดทะเบียนเป็นสมาชิก Dow Jone Sustainability index ซึ่งเป็นตัววัดความยั่งยืนทั่วโลก ก็ถือว่าบริษัทในประเทศไทยมีความก้าวหน้าและความตระหนักรู้เรื่องนี้ที่เร็ว
ทว่า ประเด็นคือความยั่งยืนที่เราจะช่วยทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมพร้อมช่วยโลกไปด้วยกันต้องทำไปด้วยกัน แค่องค์กรใหญ่เพียงไม่กี่รายไม่สามารถผลักดันได้ ต้องไปทั้งองคาพยพ ไม่ว่าจะเป็น SMEs หน่วยงานรัฐหรือเอกชนก็ต้องบาลานซ์กัน
“สิ่งสำคัญคือการบาลานซ์ สมมุติเราโฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ว่าไม่ได้ดูมุมเศรษฐกิจอาจทำให้ความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยลดลง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำกันทั้งโลก ทำให้การที่เราสัญญาว่าจะทำอะไร การเพิ่มมาตรการภาษีต่าง ๆ ทุกอย่างเป็นต้นทุน ดังนั้นต้องดูภาพรวม อย่างเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้ปี 2608 ที่เรามีโรดแมปการใช้พลังงานและการบริหารจัดการขยะ ขณะที่บริษัทใหญ่ก็ได้ตั้งเป้าทั้งความเป็นกลางทางคาร์บอนที่สามารถใช้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาช่วยและการลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตให้เป็น Net Zero เร็วกว่าเป้าของประเทศ ซึ่งจะช่วยดึงค่าเฉลี่ยประเทศ”
บริหารจัดการขยะ ผลตอบรับที่ดีกว่า
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ทีนี้เราก็มองแต่เรื่องการใช้พลังงานสะอาดหรือว่าการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือการกำจัดขยะ ซึ่งประเทศไทยก็มีการลดเรื่องนี้ อย่างขยะพลาสติกก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราใกล้ตัว เพราะเราใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน พลาสติกก็เป็นของดีเพียงแต่ว่ามันอยู่ที่ว่าเราจะใช้อย่างไร ปกติหนึ่งขวดพลาสติกตามวงจรชีวิตสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า
ทว่าปัญหาอยู่ที่การทิ้ง เพราะพลาสติกใช้กระบวนการย่อยสลายนานจึงต้องทำควบคู่กับการบริหารจัดการให้เป็นระบบนิเวศ
“ลดการใช้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ต้องใช้อยู่ดี ทำให้ต้องมีกระบวนการบริหารขยะ การนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งประเทศไทยมีปริมาณการนำกลับมาใช้ใหม่แค่ประมาณ 25% เป็นการอยู่ในระบบ ส่วนที่เหลือก็ไปเผาบ้างหรือรั่วไหลไปอยู่ตามทะเลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะควบคู่กันไปถึงจะช่วยได้”