เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที เตือน 11 จังหวัด-กทม. รับมือ
News เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที เตือน 11 จังหวัด-กทม. รับมือ
อสังหา “เหนือ-อีสาน” ฝ่าสต๊อกล้น “เชียงใหม่” แห่จดทรัพย์อิงสิทธิ 500 แปลง
Real Estate อสังหา “เหนือ-อีสาน” ฝ่าสต๊อกล้น “เชียงใหม่” แห่จดทรัพย์อิงสิทธิ 500 แปลง
อนุทิน แจงเงินแจกช่วยน้ำท่วมสะอาด เพราะถุงยังชีพหมด ขออย่าดึง ปชช.เป็นตัวประกัน
Politics อนุทิน แจงเงินแจกช่วยน้ำท่วมสะอาด เพราะถุงยังชีพหมด ขออย่าดึง ปชช.เป็นตัวประกัน
นายกฯ รับจังหวัดน้ำไหลผ่านมีภาวะเสี่ยง ทร.พร้อมหนุน “เรือผลักดัน” อีก 46 ลำ
Politics นายกฯ รับจังหวัดน้ำไหลผ่านมีภาวะเสี่ยง ทร.พร้อมหนุน “เรือผลักดัน” อีก 46 ลำ
ราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ทองคำฟื้นแรง หลังราคาดิ่งหนัก 4% เช้านี้ปรับขึ้น ตลาดลดคาดการณ์ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย-บอนด์ยีลด์ย่อ
Finance ทองคำฟื้นแรง หลังราคาดิ่งหนัก 4% เช้านี้ปรับขึ้น ตลาดลดคาดการณ์ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย-บอนด์ยีลด์ย่อ
“น้ำท่วมใหญ่” กับ “ความ (ไม่) เชื่อมั่น”
Columns “น้ำท่วมใหญ่” กับ “ความ (ไม่) เชื่อมั่น”
น้ำท่วมวันนี้ ภัยแล้งวันพรุ่ง การบ้านเรื่องน้ำ ที่ประเทศไทยรอไม่ได้
Finance น้ำท่วมวันนี้ ภัยแล้งวันพรุ่ง การบ้านเรื่องน้ำ ที่ประเทศไทยรอไม่ได้
น้ำท่วมกระทบ SET จำกัด ส่องหุ้น 3 ธีม รับอานิสงส์หลังน้ำลด
Finance น้ำท่วมกระทบ SET จำกัด ส่องหุ้น 3 ธีม รับอานิสงส์หลังน้ำลด
ดูทั้งหมด

เหตุใดต้องขุด-ขนกากแคดเมียมกำจัดแล้ว ออกจาก จ.ตาก ไปสมุทรสาคร

10 เม.ย. 2567 | 11:47น.

เหตุใดต้อมูลนิธิบูรณะนิเวศ ขยี้ปมกากแคดเมียม ตั้งคำถาม “เหตุใดต้องขุด-ขนกากแคดเมียมที่กำจัดแล้วออกจากหลุมฝังกลบ จ.ตาก ไป จ.สมุทรสาคร” พร้อมเผยอีก 6 ข้อเท็จจริง ถึงความบกพร่อมของทุกหน่วยงานราชการ

วันที่ 10 เมษายน 2567 เมื่อเร็วนี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้มีการออกมาเปิดเผยถึง “กรณีกากแคดเมียม” ในหัวข้อเรื่อง “กากแคดเมียม : แค่ปิดโรงงาน/ปิดพื้นที่/ขนย้าย เรื่องไม่จบ ถึงเวลาแก้ปัญหาแบบใช้ปัญญา” โดยได้มีการวิเคราะห์ถึง 6 ข้อเท็จจริงที่สำคัญ ว่า

1.เหตุใดจึงต้องขุดและขนกากแคดเมียมที่กำจัดแล้วออกจากหลุมฝังกลบ จ.ตาก มายัง จ.สมุทรสาคร

เพราะไม่ว่าใครจะชี้แจงอย่างไร แต่เป็นที่ชัดเจนว่า กากแคดเมียมนี้ไม่ใช่กากที่ต้องการการกำจัดหรือบำบัดเพราะได้ผ่านขั้นตอนนั้นไปแล้ว โดยเป็นกากที่ถูกจัดการด้วยการใส่ลงไปในหลุมฝังกลบเรียบร้อยแล้ว ในพื้นที่โรงงานของบริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ที่ จ.ตาก ซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ โรงงานแห่งนี้ประกอบกิจการผลิตแร่สังกะสีและแคดเมียม สังกะสีแท่ง สังกะสีอัลลอย และโลหะแคดเมียม พูดให้ง่ายก็คือเป็นโรงงานทำเหมืองและถลุงแร่สังกะสีและแคดเมียมโดยตรง

ดังนั้น หมายความว่าโรงงานแห่งนี้เองเป็นผู้ก่อให้เกิดกากอันตรายดังกล่าว และย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรับผิดชอบบำบัดจัดการและกำจัดกากเหล่านั้น ซึ่งตามรายงาน EIA ระบุให้ฝังกลบในพื้นที่ และที่ผ่านมา โรงงานก็ได้ทำตามมาตรการดังกล่าว คือฝังกลบไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของการกระทำที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลุกขึ้นมาเปิดหลุมฝังกลบที่ปิดไปแล้วตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน (ตามข้อมูลที่ทางมูลนิธิบูรณะนิเวศได้ทราบมา มีการอนุญาตจาก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเมืองแร่ (กพร.) ให้ปิดหลุมฝังกลบกากแคดเมียมบ่อที่ 7 ตั้งแต่เมื่อกลางปี 2561) แล้วดึงเอากากอันตรายเหล่านั้นขึ้นมา

จากนั้นยอมลงทุนขนส่งออกไปยังผู้ประกอบการรายอื่น ใน จ. ที่ห่างไกลหลายร้อยกิโลเมตร

ประเด็นคำถามสำคัญในที่นี้จึงอยู่ที่ว่า การกระทำเช่นนี้มีสาเหตุหรือแรงจูงใจจากอะไร ในเมื่อเรื่องของความจำเป็นที่จะต้องกำจัดกากนั้นไม่มี เราจึงขอตั้งประเด็นว่า นี่เป็นเรื่องของความโลภโดยแท้ใช่หรือไม่ โลภอย่างไรบ้าง ? อยากชวนสังคมไทยพิจารณา และเรียกร้องหน่วยงานรัฐทำความจริงให้ปรากฏ ดังนี้
โลภที่ 1 โลภในเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินของเบาด์ แอนด์ บียอนด์ใช่หรือไม่

เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีแผนที่จะแจ้งเลิกประกอบกิจการเหมืองในอนาคต และมีความประสงค์ที่จะใช้พื้นที่ 2,500 ไร่ที่ จ.ตากของตนนั้นสร้างผลกำไรให้มากกว่าการเป็นเพียงแหล่งหมกสารพิษ โลภที่ 2 โลภในเรื่องการใช้ประโยชน์กากของเสียให้คุ้มค่าที่สุดใช่หรือไม่

จากกรณีการพบกากแคดเมียมจำนวนมากถูกส่งต่อจากสมุทรสาครไปยังคลองกิ่ว ชลบุรี บ่งบอกให้รู้ว่า แม้ในมุมสาธารณะ กากนี้ไม่เป็นที่ต้องการและอันตรายมาก แต่ในวงการธุรกิจกาก แคดเมียมคือสินค้ามีราคาสูง ทางคลองกิ่วจึงเป็นฝ่ายจ่ายเงินซื้อกากเหล่านั้นจากโรงงานที่สมุทรสาคร

เรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นไปตามแนวคิดเรื่องการนำวัสดุใช้แล้วมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทางอุตสาหกรรม ตามแนวนโยบายโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG และเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) รวมทั้งเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของแนวทางเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

ในระดับหลักการ แนวคิดและแนวทางเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี แต่มีปัญหาใหญ่จากการที่ถูกโหนด้วยปัญหาและผลประโยชน์จากการบำบัด/กำจัดกากอุตสาหกรรม กระทั่งมีการยัดเยียดเอาของเสียอันตรายกลับเข้าสู่ระบบเพื่อทำกำไรเข้ากระเป๋าผู้เกี่ยวข้อง แทนการดำเนินการตามหลักวิชาการให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของสังคมส่วนร่วม

ประเด็นที่ต้องถามต่อคือ ในกระบวนการแห่งความโลภประการที่ 2 นี้ ไม่น่าจะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงเบาด์ แอนด์ บียอนด์ และอุตสาหกรรมจังหวัดตาก แต่ต้องมีอีกหลายส่วนที่รู้เห็นและอาจจะสนับสนุนหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า กลไกการควบคุมด้านการอนุญาตอุตสาหกรรมและการควบคุมสิ่งแวดล้อม มีความบกพร่องและรูรั่วในหลากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการตรวจติดตามการปฏิบัติตาม EIA การกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองและโรงงานถลุงแร่ การกำกับควบคุมการบำบัด/จัดการของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม การอนุญาตขนย้ายกากอุตสาหกรรม รวมถึงการนำเข้าซึ่งวัตถุดิบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ

2.กากแคดเมียมที่โผล่เป็นข่าวขึ้นมาที่สมุทรสาครต้นเดือนเมษายนนี้ แท้จริงมีการขนกันออกมาจาก จ.ตากตั้งแต่เมื่อกลางปี 2566

มูลนิธิบูรณะนิเวศได้รับทราบข้อเท็จจริงมาว่า ทางเบาด์ แอนด์ บียอนด์ได้รับอนุญาตให้ขุดและขนย้ายกากแคดเมียมชุดแรกตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 และดำเนินการขนย้ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน ส่วนการขนเที่ยวสุดท้ายคือวันที่ 8 มกราคม 2567 รวมเป็นปริมาณกากที่นำออก 13,832.10 ตัน
เท่ากับว่ากิจกรรมขนกากพิษอันตรายดำเนินการยาวนานกว่า 8 เดือน ก่อนที่เรื่องจะ “แดง” ออกสู่สาธารณะ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีเพียงอุตสาหกรรมจังหวัดตากเท่านั้นที่ทราบและเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

3.โรงงานที่สมุทรสาครไม่มีศักยภาพจัดการกากแคดเมียมให้ปลอดภัยได้

โรงงานของบริษัท เจ แอนด์ บี เมททอล จำกัด ซ.กองพนันพล ถ.เอกชัย ต.บางน้ำจืด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ถูกเปิดว่าเป็นจุดที่พบกากแคดเมียม โรงงานแห่งนี้เป็นโรงหลอมโลหะที่ตั้งอยู่ในซอยกองพนันพล จ.สมุทรสาครมานานประมาณ 30 ปีแล้ว จนถึงปัจจุบันมีใบอนุญาตประกอบกิจการอุตสาหกรรม 3 ใบ

โดยใบแรกได้รับเมื่อปี 2537 ใบที่สองปี 2557 และใบล่าสุด เพิ่งได้รับเมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นเพียงใบเดียวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกากแคดเมียมนี้ เนื่องจากเป็นใบอนุญาตโรงงานประเภทที่ 60 สามารถประกอบกิจการหลอมสังกะสีและแคดเมียม ส่วนสองใบที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นทำได้เพียงการหลอมอะลูมิเนียม

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีใบอนุญาตให้เป็นโรงงานประเภทที่หลอมสังกะสีและแคดเมียมได้ แต่จากการตรวจสอบของมูลนิธิบูรณะนิเวศ พบว่า จนกระทั่งถึงวันที่ 4 มีนาคม 2567 นี้ โรงงานเจ แอนด์ บี เมททอลยังไม่เคยแจ้งขออนุญาตประกอบกิจการในส่วนของใบอนุญาตโรงงานประเภทที่ 60 ใบหลังสุดนี้ แต่อย่างใด

นั่นหมายความว่า ในทางกฎหมายแล้ว โรงงานยังไม่สามารถดำเนินการอะไรกับกากแคดเมียมที่ไปรับมาจากเบาด์ แอนด์ บียอนด์ได้ ส่วนศักยภาพในเชิงเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากเป็นเรื่องที่จะถูกตรวจสอบก็ต่อเมื่อมีการแจ้งขออนุญาตประกอบกิจการ

การอนุญาตให้ขนย้ายกากแคดเมียมมายังปลายทาง ที่ไม่ได้มีศักยภาพในทางกฎหมายเช่นนี้ จึงเป็นประเด็นคำถามใหญ่ที่ต้องถามต่อหน่วยงานราชการ ในขณะที่คำถามใหญ่ต่อเอกชนคือ ดีลระหว่างเบาด์ แอนด์ บียอนด์กับเจ แอนด์ บี เมททอล ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนปี 2566 แท้จริงคืออะไร เป็นการจ้างกำจัด หรือขายเศษวัสดุ ฯลฯ และเหตุใดจึงต้องเป็นคู่ดีลนี้ ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสังกะสี/แคดเมียม ด้วยซ้ำไป

ส่วนคำถามย่อยที่เชื่อมกันระหว่างราชการและเอกชนก็คือ การให้อนุญาตโรงงานประเภทที่ 60 เป็นไปเพื่อดีลนี้หรือไม่ ความประสงค์ที่จะเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมสังกะสี/แคดเมียมของเจ แอนด์ บี เมททอลเกิดก่อน หรือการหาทางให้กากแคดเมียมพ้นจากความรับผิดชอบของเบาด์ แอนด์ บียอนด์คือต้นเหตุ อะไรเป็นไก่และไข่ แล้วไก่หรือไข่เกิดก่อนกัน

4.บริษัท เจ แอนด์ บี เมททอล จำกัด ไม่มีศักยภาพรองรับกากแคดเมียมทั้งหมดได้ จึงเกิดการกระจายต่อไปโรงงานอื่น และยังคงหายไปเกือบ 6,000 ตัน

แรกสุดที่มีการเปิดข่าวการพบกากแคดเมียมที่โรงงานของเจ แอนด์ บี เมททอล มีการให้ข้อมูลว่า ปริมาณกากมีมากถึง 1.5 หมื่นตัน แต่ต่อมาถูกพบโดยคณะส่วนราชการที่ลงพื้นที่ซึ่งนำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ปริมาณมีเพียง 2,400 ตันเศษ ทำให้เกิดกิจกรรมไล่ล่าหากากแคดเมียมตามมา

โดยพบแห่งแรกที่โรงงานรีไซเคิลเถื่อน ต.คลองกิ่ว จ.ชลบุรี จากนั้นพบในโรงงานอีกแห่งหนึ่งของ ต.บางน้ำจืด ปริมาณที่พบที่คลองกิ่วมีการแจ้งตัวเลขระหว่าง 3,000-7,000 ตัน โดยล่าสุดอยู่ที่ 4,400 ตัน ส่วนที่บางน้ำจืดคนละจุดกับแห่งแรก พบ 1,034 ตัน

เมื่อรวมกันที่ยอดสูงสุดแล้วจึงยังเท่ากับมีส่วนที่หายไปอีกกว่า 5,900 ตัน และตามที่มีกระแสข่าวบางส่วนว่าอาจมีการหลอมไปบ้างแล้วทั้งที่คลองกิ่วและสมุทรสาคร จะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ หรืออาจจะยังมีเล็ดลอดอยู่ในพื้นที่อื่น ๆ อีก

ประเด็นสำคัญที่สุดในมุมนี้คือ ท่ามกลางการมีกฎหมายและกลไกควบคุมการขนส่งกากอุตสาหกรรมที่รัดกุมและดีเลิศ ตามที่รัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมักกล่าวอ้าง กากแคดเมียมซึ่งเป็นสิ่งมีพิษภัยร้ายแรงถูกขนส่งกระจายไปยังหลายพื้นที่ โดยระบบไม่อาจรับทราบและไม่อาจติดตามได้อย่างไร

5.ในฐานะผู้ก่อมลพิษ บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นตัวการสำคัญในความผิดเรื่องนี้ จึงไม่ควรถูกปล่อยให้หายไปหรือลอยตัวจากสมการการแก้ปัญหาเรื่องกากแคดเมียม

เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดข่าวพบกากแคดเมียมที่สมุทรสาคร ก็เกิดประเด็นปัญหาระดับชวนตะลึงตามมาอีกหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณกากที่หายไป ผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษที่พบความเป็นพิษร้ายแรง การตรวจพบปริมาณสารพิษในเลือดคนงาน ฯลฯ และเชื่อว่ายังอาจมีประเด็นอื่น ๆ ตามมาอีก

ส่วนใหญ่แล้ว ด้วยปัญหาที่เกิดใหม่ก็นำไปสู่การแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งแม้บางครั้งจะดูมีเหตุมีผล แต่ก็มักไม่ใช่แนวทางที่ดีและเหมาะสม หากไม่ยึดหลักการที่แม่นยำ

มูลนิธิบูรณะนิเวศขอเสนอหลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ว่าจะต้องอยู่บนหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ (polluter pays principle) และต้องยึดถือความปลอดภัยของประชาชนเป็นความสำคัญสูงสุด
ดังนั้น ในฐานะที่บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือเดิมคือบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของผู้ก่อให้เกิดกากอุตสาหกรรมอันตรายนี้ขึ้นมา

จึงควรต้องเป็นผู้เข้ามารับผิดชอบต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในความหมายที่ว่าต้องเป็นผู้จ่ายต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้

6.ทั้งหมดนี้สะท้อนความล้มเหลวของระบบบริหาร-จัดการกากอุตสาหกรรม

ระบบการกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมถูกถ่ายโอนจากส่วนราชการส่วนกลางไปเป็นอำนาจหน้าที่ของอุตสาหกรรมจังหวัด ทั้งที่เป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ นี่เป็นส่วนหนึ่งของช่องโหว่ของระบบการควบคุมกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมักนำเสนอด้วยความมั่นใจว่าระบบมีความรัดกุมและสามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี

ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการเป็นสำคัญ ดังพบเห็นได้ในช่วงที่ผ่านมาที่มีการเร่งรัดให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมออกใบอนุญาตแก่ผู้ขอประกอบกิจการโรงงานต่าง ๆ

แต่สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในกรณีแคดเมียมทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ระบบได้อนุญาตให้เกิด “กากซอมบี้” ขึ้นมา และถูกขนย้ายข้ามพื้นที่หลายจังหวัดมายังปลายทางได้อย่างง่ายดายและไร้มาตรการควบคุมดูแล เมื่อมาถึงปลายทางตามที่แจ้งไว้ในระบบแล้ว ก็สามารถมีการกระจายขายต่อโดยหน่วยงานกำกับดูแลไม่รับทราบ เมื่อกากอันตรายหายไปจากระบบก็ไม่สามารถติดตามได้อย่างเป็นระบบ นอกจากช่องโหว่ ยังมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งมิติความเข้มงวดและความจริงจัง