เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แบงก์ระดมมาตรการช่วยลูกค้า-SME ถูกน้ำท่วม พักหนี้ ลดค่างวด สินเชื่อใหม่ฟื้นบ้าน ธุรกิจ
Finance แบงก์ระดมมาตรการช่วยลูกค้า-SME ถูกน้ำท่วม พักหนี้ ลดค่างวด สินเชื่อใหม่ฟื้นบ้าน ธุรกิจ
BOI to IPO เปิดทาง New Economy สู่ตลาดทุน หนุนเศรษฐกิจไทย
Finance BOI to IPO เปิดทาง New Economy สู่ตลาดทุน หนุนเศรษฐกิจไทย
ซีพี แอ็กซ์ตร้า ย้ำ “แม็คโคร–โลตัส” สินค้าเพียงพอ เติมสต็อกต่อเนื่อง
Real Estate ซีพี แอ็กซ์ตร้า ย้ำ “แม็คโคร–โลตัส” สินค้าเพียงพอ เติมสต็อกต่อเนื่อง
ราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 10% บีบอสังหาฯ-เศรษฐีแห่ขาย ‘หนีภาษีแพง’
Real Estate ราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 10% บีบอสังหาฯ-เศรษฐีแห่ขาย ‘หนีภาษีแพง’
โจทย์ยาก…กรมศุลฯ ภาษีต่ำเป้า-‘Zero Corruption’
Finance โจทย์ยาก…กรมศุลฯ ภาษีต่ำเป้า-‘Zero Corruption’
อนุทิน สั่งเร่งเยียวยา สำรวจความเสียหายน้ำท่วม ห้าม ครม.ไปราชการต่างประเทศ
Politics อนุทิน สั่งเร่งเยียวยา สำรวจความเสียหายน้ำท่วม ห้าม ครม.ไปราชการต่างประเทศ
ยิ้มรับข่าวดี-ตั้งรับข่าวร้าย
Columns ยิ้มรับข่าวดี-ตั้งรับข่าวร้าย
6 แบงก์รัฐ เร่งออกมาตรการลดดอกเบี้ย-พักชำระ ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Finance 6 แบงก์รัฐ เร่งออกมาตรการลดดอกเบี้ย-พักชำระ ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม
โก โฮลเซลล์ เติมสต็อกสินค้า อาหาร ขนส่ง รับน้ำท่วม
Business โก โฮลเซลล์ เติมสต็อกสินค้า อาหาร ขนส่ง รับน้ำท่วม
วราวุธ สั่ง SME D Bank ออกมาตรการช่วย SME น้ำท่วม พักหนี้ 12 เดือน เติมทุนฉุกเฉิน
Economic วราวุธ สั่ง SME D Bank ออกมาตรการช่วย SME น้ำท่วม พักหนี้ 12 เดือน เติมทุนฉุกเฉิน
ดูทั้งหมด

STEC เค้าลางเริ่มไม่ดี โบรกฯคาดกำไร Q1 ขาดทุนครั้งแรกในรอบ 6 ปี

04 พ.ค. 2567 | 13:00น.
รถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีเหลือง

“ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งฯ” เค้าลางเริ่มไม่ดี “บล.เอเซีย พลัส” คาดกำไรไตรมาส 1/67 ขาดทุนครั้งแรกในรอบ 6 ปี ถูกกดดันจากส่วนแบ่งขาดทุนเพิ่ม โครงการรถไฟฟ้า “สีเหลือง-ชมพู” ธุรกิจก่อสร้างกำไรขั้นต้นต่ำ หั่นราคาหุ้นสิ้นปีเหลือ 10.50 บาท

วันที่ 4 พฤษภาคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด วิเคราะห์ว่า คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2567 (ม.ค.-มี.ค.) ของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC จะมีผลขาดทุนสุทธิ 36 ล้านบาท นับเป็นการพลิกกลับมาขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี (STEC ขาดทุนครั้งสุดท้ายในงวดไตรมาส 4/2566) ที่มีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนจากการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่)

โดยไตรมาส 1/2567 ถูกกดดันจากส่วนแบ่งขาดทุนเพิ่มขึ้นตามส่วนได้ส่วนเสีย ที่คาดว่าจะสูงถึง 130 ล้านบาท เทียบกับงวดไตรมาส 1/2566 และไตรมาส 4/2566 ที่มีส่วนแบ่งขาดทุนตามส่วนได้ส่วนเสีย 0.6 ล้านบาท และ 50.9 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองมีผลขาดทุนมากขึ้น จากจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง และ STEC ต้องเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูเข้ามาในไตรมาสนี้เป็นไตรมาสแรก

ในขณะที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (สนามบินอู่ตะเภา) ยังคงมีผลขาดทุนตามปกติราว 10 ล้านบาท/ไตรมาส

สำหรับธุรกิจก่อสร้าง คาดว่าไตรมาส 1/2567 จะมียอดรับรู้รายได้ราว 6.53 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/2566 แต่น่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross margin) ลดลงเหลือเพียง 4.70% จากที่ทำได้ 5.85% ในไตรมาส 1/2566 เนื่องจาก STEC ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานซ่อมอุโมงค์ระบายน้ำหนองบอนที่เกิดอุบัติเหตุในปี 2565 แต่ยังไม่สามารถเบิกเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัยได้

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ประเมินว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/2566 ในขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายไตรมาสนี้คาดจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 6 เท่าตัวจากงวดไตรมาส 1/2566 มาอยู่ที่ 33 ล้านบาท ตามภาระเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประมาณการกำไรปีนี้มี Downside Risk

ประมาณการกำไรปี 2567 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 697 ล้านบาท มี Downside Risk ที่จะถูกปรับลงค่อนข้างสูง แม้ว่าประมาณการรายได้ธุรกิจก่อสร้างและอ้ตรากำไรขั้นต้นที่ประเมินไว้ 30,392 ล้านบาท และ 5.0% ตามลำดับ ยังมีความเป็นไปได้ เนื่องจากรายได้ก่อสร้างปีนี้จะถูกขับเคลื่อนจากโครงการหลักที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน

ได้แก่ งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า IPP จำนวน 3 แห่งของ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้, รถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ, งาน O&M มอเตอร์เวย์ M6 และ M81, ศูนย์ราชการเฟส 2, โครงการหมอชิตคอม-เพล็กซ์ รวมถึงงานก่อสร้างโครงการใหม่ที่เพิ่งได้รับเข้ามาปลายปีก่อน คือ โรงไฟฟ้าโซลาร์ขนาด 500 MW ของ GULF มูลค่า 5,240 ล้านบาท ที่มีระยะเวลาก่อสร้างสั้นเพียง 1 ปี

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น ก็น่าจะทำได้สูงกว่าปีก่อนที่ทำได้เพียง 4.39% เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างในปัจจุบันมีความผันผวนน้อยกว่าปีก่อนมาก ทั้งราคาปูนซีเมนต์และเหล็กเส้น นอกจากนี้ STEC ยังอยู่ระหว่างทำเรื่องขอเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโครงการอุโมงค์ระบายน้ำหนองบอน หากได้รับเงินประกันเข้ามาก็จะหักออกจากต้นทุนงานก่อสร้าง ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการทำงานส่วนใหญ่ปีนี้เป็นงานจากภาคเอกชนที่มีอัตรากำไรสูงกว่างานภาครัฐ

อย่างไรก็ตามรายการส่วนแบ่งขาดทุนตามส่วนได้เสียที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ทั้งปีที่ 159 ล้านบาท มีโอกาสที่จะประเมินไว้ต่ำเกินไป เพราะเมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและชมพูที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

อ้างอิงข้อมูลจากกรมการขนส่งทางราง พบว่าเดือน เม.ย. 67 ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 28,053 เที่ยว/วัน ส่วนรถไฟฟ้าสายสีชมพูอยู่ที่ 44,498 เที่ยว/วัน ซึ่งยังห่างไกลจากจุดคุ้มทุนที่ผู้บริหารเคยประเมินไว้ว่าจะต้องมีผู้โดยสารราว 1.2-1.3 แสนเที่ยว/วัน

ทำให้ฝ่ายวิจัยประเมินว่า STEC อาจต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพูรวมกันไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท/ไตรมาส ต่อเนื่องไปอีกหลายไตรมาส รวมไปถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายของ STEC ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา ตามมูลค่าของเงินกู้ที่สูงขึ้น จากการเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่หลายโครงการ อาทิ โครงการ Data Center, โรงหล่อคอนกรีต, โครงการอู่ตะเภา เป็นต้น

ราคาหุ้นถูกกดดันในระยะสั้น

แม้ฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของ STEC ที่จะได้รับอานิสงส์จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เห็นการเปิดประมูลโครงการลงทุนมากขึ้นในช่วงนับต่อจากนี้ โดยที่ STEC ยังมี Backlog คงเหลืออีกกว่า 9 หมื่นล้านบาท ที่จะรองรับการสร้างรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แต่ปัจจัยดังกล่าวน่าจะถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้วพอสมควร

เห็นได้จากราคาหุ้น STEC ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 26% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามส่วนแบ่ง
ขาดทุนจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพูที่สูงกว่าที่เคยประเมินไว้มาก ส่งผลให้ช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า STEC น่าจะเผชิญแรงกดดันจากการถูกปรับลดประมาณการกำไรลง

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยจึงปรับลดคำแนะนำลงจาก Neutral เป็น Underperform และปรับลดราคาพื้นฐาน (Fair Value) ลงจากเดิมอิงอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ที่ 1 เท่า มาอยู่ที่ 0.89 เท่า ให้ราคาเหมาะสมใหม่เหลือ 10.50 บาท ลดลงจากราคา 11.80 บาท