Skip to content

ประวัติ บุ้ง-เนติพร กลุ่มทะลุวัง เสียชีวิตหลังอดอาหารประท้วงในเรือนจำ

14 พ.ค. 2567 | 18:00น.
ประวัติ บุ้ง-เนติพร กลุ่มทะลุวัง เสียชีวิตหลังอดอาหารประท้วงในเรือนจำ

บุ้ง กลุ่มทะลุวัง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เสียชีวิต ระหว่างอดอาหารในเรือนจำ เรียกร้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เริ่มต้นชีวิตการเมืองด้วยการเข้าร่วมม็อบ กปปส. จนมาพลิกผันเป็นแกนนำกลุ่มทะลุวัง สู่นักโทษคดี ม.112 และคดีทางการเมือง

วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แจ้งว่า บุ้ง ทะลุวัง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้มีอาการหัวใจหยุดเต้น บุ้งมีอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน โดยทางทีมแพทย์ได้ทำการกู้ชีพพร้อมนวดหัวใจ จากนั้นส่งตัวออกรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งทีมแพทย์ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ได้พยายามกู้ชีวิตผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถ แต่ร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

บุ้ง ทะลุวัง คือใคร

นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง เป็นที่รู้จักในฐานะ แกนนำกลุ่มทะลุวัง บุ้งโตในบ้านนักกฎหมาย พ่อเป็นผู้พิพากษาและพี่สาวเป็นทนายความ

เรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า และเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นคนที่มีผลการเรียนดี และมีความสามารถทางภาษา บุ้งจึงทำงานเป็นครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษ ระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจการเมือง

ในสมัยมัธยมปลาย บุ้งเคยไปร่วมม็อบ กปปส. และเริ่มสนใจการเมืองมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งคุณช่อ พรรณิการ์ เอารายชื่อคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553 มาให้ดูว่ามีใครบ้าง แล้วปรากฏว่าหนึ่งในนั้นเป็นแค่ ‘คนไร้บ้าน’ ที่ถูกยิง จากข้อเท็จจริงนั้นทำให้สิ่งที่บุ้งเคยเชื่อในอดีตกลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดหมดเลย หลังจากนั้นบุ้งก็หาข้อมูลมากขึ้น จนรู้สึกว่าตัวเองตาสว่าง แล้วก็รู้สึกผิดมากต่อคนเสื้อแดง

บุ้งเริ่มต้นเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษาก่อน ตั้งแต่กลางปี 2563 เริ่มต้นเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษา เพราะว่าเราเป็นติวเตอร์ด้วย บุ้งรู้สึกว่าระบบการศึกษาในประเทศไทยมันล้าหลังหลายอย่างเลย หลักสูตรการสอนที่มันไม่อัพเดตให้ทันสมัย ตีกรอบความคิดของเด็กนักเรียนให้อยู่แต่ในโอวาท ไม่ให้มีความคิดเป็นของตัวเอง

บุ้งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้ว 2 ครั้ง

การคุมขังครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2565 ภายหลังศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งถอนประกันตัวเธอกับ ใบปอ จากคดีทำโพลขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 บุ้งและใบปอประกาศประท้วงอดอาหารครั้งแรก ในการคุมขังครั้งดังกล่าว ก่อนได้รับการประกันตัวหลังทนายเข้ายื่นคำร้องขอประกันตัวบุ้งและใบปอ เป็นจำนวนกว่า 8 ครั้ง ในวันที่ 4 ส.ค. 2565 ซึ่งนับว่าเป็นการสิ้นสุดการคุมขังกว่า 94 วันของพวกเธอ

การคุมขังครั้งที่ 2 สืบเนื่องมาจากกรณีที่เธอมีคำสั่งถูกลงโทษในคดีละเมิดอำนาจศาล จากกรณีที่เดินทางไปศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจ “โฟล์ค” สหรัฐ สุขคำหล้า ที่ถูกพิพากษาจำคุกในคดีมาตรา 112 เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2566

ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 มีคำสั่งลงโทษจำคุกบุ้ง 1 เดือน และในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นัดฟังคำสั่งขอเพิกถอนประกัน ตะวัน ทานตะวัน และบุ้งจำเลยในคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 หลังพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ยื่นคำร้องขอถอนประกันตัว

ต่อมา ภายหลังการถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกรุงเทพฯ ในวันที่ 27 ม.ค. 2567 บุ้งได้ปฏิบัติการอดอาหารและน้ำเพื่อประท้วง โดยมี 2 ข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
2.จะต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก

การถูกดำเนินคดี

จากการออกมาเรียกร้องด้านประชาธิปไตยถูกดำเนินคดีรวมถึง 7 คดี โดยเป็นคดีมาตรา 112 ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ถึง 2 คดี โดยคดีทั้งสองยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น

1. คดีเหตุพ่น-สาดสี “วัคซีน” และแขวนเชือกดึงรูปปั้นของพระบรมราชชนก ในกระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มเด็กปากแจ๋ว (เยาวชน) ร่วมกับเยาวชนอีก 3 คน เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2564 , ข้อหา พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ประมวลกฎหมายอาญา ม. 358 ทำให้เสียทรัพย์, คดีอยู่ในชั้นพิจารณาคดี ศาลจังหวัดนนทบุรี /อัยการสั่งฟ้องคดีวันที่ 25 เม.ย. 2565

2. คดีจากเหตุกิจกรรมทำโพลล์ “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ที่บริเวณลานหน้าห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 , ข้อหา มาตรา 112 และมาตรา 116, คดีอยู่ในชั้นพิจารณาคดี, ศาลอาญากรุงเทพใต้, อัยการสั่งฟ้องคดีวันที่ 30 พ.ค. 2565 / สืบพยานวันที่ 20, 27 พ.ค. 2567

3. คดีทำโพลสำรวจ “เห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” บริเวณ MRTจตุจักร, BTSห้าแยกลาดพร้าว-สนามเป้า และหน้ากองพลทหารม้าที่ 2 เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565
(พ.ต.ท.นาถนริศ รัตนบุรี เป็นผู้กล่าวหา), ข้อหา มาตรา 112 , คดีอยู่ในชั้นพิจารณาคดี ศาลอาญา // อัยการสั่งฟ้องคดี 23 มิ.ย. 2565 / สืบพยาน 7 มิ.ย., 12 ก.ค., 1-2 ส.ค. และ 2-3 ต.ค. 2567

4. คดีเดินประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุมช่วงประชุม APEC 2022 จากบีทีเอสสยาม เข้าไปในห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2565 ป.อาญา มาตรา 362 และ 365 (1) (2) บุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมการทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป / คดีอยู่ในชั้นสอบสวน สน.ปทุมวัน

5. คดีทำกิจกรรม #กระชากกวีซีไรต์ เรียกร้องให้ถอดถอนเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จาก สว.หน้ากระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2566 ข้อหา ร่วมกันบุกรุกอาคารหรือสำนวนงานในความครอบครองของผู้อื่น, จุดและปล่อยพลุควันโดยไม่ได้รับอนุญาต / คดีอยู่ในชั้นสอบสวน สน.ห้วยขวาง

6. คดีถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเข้าไปโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กับพวกรวม 4 คน เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2566 ข้อหาร่วมกันบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันเป็นการรบกวนครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น // คดีอยู่ในชั้นสอบสวน สน.ประเวศ

7. คดีละเมิดอำนาจศาล จากกรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระหว่างการรอประกันตัว “โฟล์ค สหรัฐ” ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2566 / คดีมีโทษตัดสินจำคุก 1 เดือน สิ้นสุดแล้ว

การเสียชีวิต

จากการที่ บุ้ง ทะลุวัง อดอาหารตามเจตจำนงนานนับเดือน สุดท้าย บุ้ง มีอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน โดยทางทีมแพทย์ได้ทำการกู้ชีพ จากนั้นส่งตัวออกรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งทีมแพทย์ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ได้พยายามกู้ชีวิตผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถ แต่ร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ออกแถลงการณ์ชี้แจงการเข้ารับการรักษาของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง เบื้องต้นทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ส่งตัว น.ส.เนติพร มาถึง รพ.ธรรมศาสตร์ ในเวลา 09.30 น. ด้วยอาการหมดสติ ไม่มีสัญญาณชีพ ซึ่งได้รับการทำ CPR เพื่อฟื้นคืนชีพจากทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ตั้งแต่เวลา 06.23 น. ต่อเนื่องมาจนถึงการส่งตัว

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อผู้ป่วยถูกส่งตัวมาถึงได้ส่งเข้ารับการรักษา ณ ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ชั้น 1 อาคารกิตติวัฒนา เบื้องต้นแพทย์ประเมินพบว่าผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ระบบประสาทไม่มีการตอบสนอง ไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จึงทำการ CPR อย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือชีวิตอย่างเต็มที่

หลังจากการทำ CPR ฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 09.30-11.22 น. ร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาและถึงแก่กรรมอย่างสงบ ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 เวลา 11.22 น. ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตรอการชันสูตรตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ด้านกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีการเสียชีวิตของ บุ้ง ทะลุวัง ระบุว่า หลังจากที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้รับตัวนางสาวเนติพรจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 นางสาวเนติพรได้รับประทานอาหารและน้ำปกติ ซึ่งแพทย์และพยาบาลได้ทำการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

แต่ยังมีอาการขาอ่อนแรงและบวมเล็กน้อย ผลเลือดมีภาวะโลหิตจางเล็กน้อย เกลือแร่ต่ำ โดยนางสาวเนติพรปฏิเสธการรับประทานเกลือแร่และวิตามินบำรุงเลือด จนเกิดอาการดังกล่าวและเสียชีวิตในวันนี้

กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีข้อห่วงใยในเรื่องนี้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม จึงเห็นควรให้ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ทำการชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ซึ่งจะต้องรอผลการชันสูตร นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว

ยกมรดกให้ “หยก-พี่สาว”

บุ้ง ทำพินัยกรรม ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ระบุเจตนาจัดการทรัพย์สิน หากตนถึงแก่ชีวิตแล้ว โดยขอแสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังนี้ ทรัพย์สินที่เป็นเงินสดและในบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง รวมทั้งนาฬิกาข้อมือ ต่างหู และสัตว์เลี้ยง ขอให้ หยก (หยก ธนลภย์ อดีตนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคยอยู่ในความดูแลของบุ้ง) ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

สำหรับทรัพย์สินอื่น อันรวมถึงที่ดิน สิทธิเรียกร้อง และสิทธิตามมรดกที่ตนมีอยู่ก่อนจะถึงแก่ความตาย ขอยกให้ พี่สาว เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ ขอมอบให้ทนายความของตน เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมนี้

เปิดจดหมายฉบับสุดท้าย

กลุ่มทะลุวัง เผยแพร่จดหมายฉบับสุดท้าย เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 ซึ่งพูดถึงกระบวนการยุติธรรมในไทย โดยระบุว่า “สวัสดีค่ะ บุ้งนะคะ นี่ก็ล่วงเลยมาเป็นเดือนแล้วที่บุ้ง ตะวัน และแฟรงค์ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพราะเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศที่เรารัก

ตั้งแต่เล็กจนโต การเป็นลูกสาวตุลาการของบุ้งทำให้บุ้งได้รับรู้ว่าประเทศนี้ไม่ได้มีอยู่เพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชนคนตัวเล็ก ๆ เอาเสียเลย

จนถึงตอนนี้ ทุกอย่างชัดเจน ไม่ต้องเป็นลูกผู้พิพากษาก็คงเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมนี้ล้มเหลวขนาดไหน การมีอยู่ของพวกเขาไม่เคยดำเนินไปเพื่อประชาชน แต่กลับตั้งอยู่เพื่อพวกผู้มีอำนาจ และคนไม่กี่กลุ่มในประเทศอย่างหน้าไม่อาย พวกเขาคิด พวกเขาทำกันอย่างโจ่งแจ้ง ไม่อายสายตาประชาชนแล้วจะให้เราอยู่เฉย ๆ ได้ยังไง แค่ตั้งคำถามก็ติดคุก แค่บีบแตรก็ติดคุก

ถ้ากล้าทำกันขนาดนี้โดยไม่อายสายตาชาวโลก ทำไมไม่สั่งประหารกันเลยล่ะคะ พวกคุณอยากกำจัดเราอยู่แล้ว รัฐประหารเวลาชีวิตของเราด้วยนิติสงคราม ขโมยอนาคตไปจากพวกเรา สั่งฆ่า สังหารหมู่ คน 6 ตุลา คนเสื้อแดงก็ทำมาแล้ว

ถ้าไม่ยอมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้พวกเราก็เอาชีวิตพวกเราอีก 3 คนเลย พวกเรายินดีแลก
เพราะถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส บุ้งไม่ขอเป็นทาส ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน ขอตายอย่างที่เราได้เลือก ตายอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สังคมไทยมักเป็นแบบนี้เสมอ คือบอกให้คนที่สู้ เลิกสู้ เพราะประชาชนก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าจะสามารถต่อกรกับรัฐเผด็จการได้ แทนที่จะบอกให้คนที่กล้าหาญเลิกสู้ ควรหันมาถามตัวเองดีกว่าไหมว่าทำไมไม่ลุกขึ้นสู้กับความไม่ยุติธรรม ทำไมถึงเลือกที่จะเมินเฉย

เขากล่าวหาว่าบุ้ง ตะวัน และแฟรงค์เป็นแค่ไม้ซีกงัดไม้ซุง ก็ขอให้ไม้ซีกทั้งหลายที่ยังไม่ยอมแพ้ลุกขึ้นมาสู้ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นให้ได้ ให้รู้กันไปเลยว่า ไม้ซีกแบบพวกเราเมื่อรวมกัน ก็สามารถเผาไม้ซุงแห่งความอยุติธรรมให้วอดวายได้ เราจะชนะได้อย่างไร ถ้าเราไม่ร่วมมือกัน
หากยังไม่ยอมแพ้วันที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงต้องมาถึงอย่างแน่นอน”

ข้อมูลจาก : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเมือง นักเคลื่อนไหว