สำนัก Property DNA จัดทำรายงานรายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 1/67 ข้อมูล ณ 15 พฤษภาคม 2567 ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ เผยรายได้รวมตั้งแต่ 1,700-10,000 ล้าน กำไร 79-1,300 ล้าน ค่ายแสนสิริท็อปฟอร์ม เอพี-แลนด์-ศุภาลัย-พฤกษา-FPT-ออริจิ้นไล่กวดตามมาติด ๆ
วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 นายสุรเชษฐ์ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ (Property DNA) เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดอสังหาฯของรัฐบาลที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสัญญาณบวกที่ดีซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย แต่อาจจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสที่ 2/2567 เป็นต้นไป

ดังนั้นรายได้และกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 1/67 จึงเกิดจากการดำเนินการของผู้ประกอบการแต่ละรายผ่านการจัดโปรโมชันหรือนโยบายส่งเสริมการขายของบริษัทโดยตรงเท่านั้น
ส่วนการขยายเพดานของมูลค่าที่อยู่อาศัยที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ จากเดิมจำกัดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ขยายเป็นไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อยูนิต ทำให้ครอบคลุมสินค้าสัดส่วน 85% ของตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมของประเทศไทย
แนวโน้มจึงประเมินว่าจะทำให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2567 เติบโต 5-6% เทียบกับปี 2566 คิดเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ม 1.1 ล้านบาท และคาดว่าส่งผลให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.8% ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการแต่ละรายน่าจะมีมาตรการทางการตลาดควบคู่ไปด้วย
ส่วนผู้ประกอบการที่สร้างรายได้เข้ามาแล้วในระดับสูงอย่างแสนสิริก็มีโอกาสที่จะครองอันดับที่ 1 ไปจนถึงสิ้นปีนี้อีกครั้ง ในขณะที่ผู้ประกอบการทุกรายยังมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นในปีนี้ จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของรัฐบาล และการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่มีแนวโน้มเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับภาพรวมปี 2567 ถือเป็นปีที่ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาฯต้องใช้ความระมัดระวังในการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเอง และบริหารจัดการสต็อกคงค้างให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาล อีกทั้งยังต้องบริหารการเปิดขายโครงการใหม่ให้ต่อเนื่อง รวมทั้งยังต้องมีการบริหารความเสี่ยงในส่วนของกำลังซื้อ หรือผู้ที่สนใจจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองด้วย
จะเห็นว่าผู้ประกอบการหลายรายได้เริ่มออกมาตรการและนโยบายมาช่วยเหลือผู้ซื้อ ทั้งในเรื่องของการให้ความรู้ ทำความเข้าใจขั้นตอนและกระบวนการในการขอสินเชื่อจากธนาคาร การทำ Pre-Approve ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการเซ็นสัญญาซื้อ-ขาย และการให้เช่าอยู่ก่อนซื้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหลายรายให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในปี 2567 นี้

นายสุรเชษฐกล่าวต่อว่า ช่วงไตรมาส 1/67 ถือเป็นอีกช่วงเวลาที่ยากลำบากของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ปัญหาสะสมของหนี้ครัวเรือนเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของคนไทย อย่างไรก็ตาม แต่ผู้ประกอบการอีกหลายรายยังคงมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ 3 อันดับแรกในธุรกิจอสังหาฯ
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในไตรมาส1/67 (ดูกราฟิกประกอบข่าว) พบว่ามีเพียง บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ถือเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่มีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท ( 10,170 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิมากเป็นอันดับ 1 ด้วยเช่นกัน อยู่ที่ 1,315 ล้านบาท ทิ้งห่างอันดับที่ 2 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาส 4/66 ที่ผ่านมา กำไรและรายได้ของผู้ประกอบการอสังหาฯอาจจะมากกว่าช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2566 เพราะมีมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 1% และค่าจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% ซึ่งมีผลบังคับใช้และสิ้นสุด ณ 31 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา
โดยเป็นถือช่วงเวลาที่มีการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อให้ทันต่อมาตรการนี้
ส่วนกำไรในไตรมาส 1/67 พบว่า ส่วนใหญ่ลดลงแบบชัดเจน เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/66 เพราะมาตรการอสังหาฯสิ้นสุดลง ตลาดจึงขาดแรงจูงใจ ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์และทิศทางของรัฐบาลก่อน ทำให้กำไรในไตรมาส 1/67 แบบรายบริษัท มีเพียงกลุ่มแสนสิริและพฤกษาฯ ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/66