กรุงศรีฯ คาดเงินบาทซื้อขาย 35.80-36.40 บาทต่อดอลลาร์ จับตารายงานประชุมเฟด
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินเงินบาทในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 35.80-36.40 บาทต่อดอลลาร์ หลังระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือน ตลาดจับตารายงานประชุมเฟดเมื่อวันที่ 30 เมษายน-1 พฤษภาคมนี้ พร้อมเกาะติดตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/67
วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินเงินบาทในสัปดาห์นี้ ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 35.80-36.40 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 36.25 บาทต่อดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 36.04-36.83 บาทต่อดอลลาร์
โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือน ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐร่วงลงขณะที่เงินเฟ้อชะลอตัวตามคาดในเดือนเมษายน โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 3.6% นับเป็นอัตราต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี
นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกเดือนเมษายนของสหรัฐอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด บ่งชี้ว่าการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคกำลังลดความร้อนแรง และเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สามารถลดดอกเบี้ยได้ในเดือนกันยายนหรือก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม แรงขายดอลลาร์ถูกจำกัดท้ายสัปดาห์ หลังข้อมูลเศรษฐกิจจีนออกมาในเชิงผสม โดยผลผลิตภาคการผลิตสูงเกินคาดในเดือนเมษายน แต่ยอดค้าปลีกอ่อนแอกว่าคาด ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 5,212 ล้านบาท และ 3,707 ล้านบาท ตามลำดับ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ตลาดในสัปดาห์นี้ว่า ตลาดจะติดตามรายงานประชุมเฟดเมื่อวันที่ 30 เมษายน-1 พฤษภาคม ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเดือนเมษายนกลับมาหนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความหวังที่ว่าเงินเฟ้ออยู่ในทิศทางชะลอลงในไตรมาส 2 หลังจากอัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสแรกของปี
ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของเฟดเกี่ยวกับการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดทบทวนมุมมองสู่สถานการณ์ที่เฟดอาจต้องตรึงดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานาน อนึ่ง ภาพใหญ่สนับสนุนการคาดการณ์ของเราที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มย่อตัวลงในระยะข้างหน้า
สำหรับปัจจัยในประเทศ นักลงทุนจะให้ความสนใจกับการเปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อไป ทางด้านรมว.คลังระบุหลังการหารือกับผู้ว่าการ ธปท. ว่าปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อโดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs เป็นประเด็นน่ากังวลกว่าระดับอัตราดอกเบี้ย พร้อมให้ความเห็นว่า ธปท.มีอิสระในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามกระบวนการที่มีอยู่ เรามองว่าท่าทีการสื่อสารที่ผ่อนคลายลงดังกล่าวช่วยประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง